
การแพทย์
สธ. เชื่อมข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย 22 จังหวัด ลดรอยต่อการรักษาท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม
28 กันยายน 2569
เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและขยายเป็นวงกว้างนั้น ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้บ้านเรือน ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ แต่ยังสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนด้วย
เพราะหากเส้นทางถูกตัดขาด คนต้องอพยพ และโรงพยาบาลบางแห่งไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ผู้ป่วยก็ต้องไปรับการรักษาที่หน่วยบริการอื่น และเสี่ยงที่การรักษาจะขาดช่วง
ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่คนที่ต้องเข้ารับการรักษาในวันนั้น แต่รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และคนที่ต้องกินยาหรือพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพราะการรักษาที่ขาดช่วงอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
อีกปัญหาคือ เมื่อผู้ป่วยต้องไปที่สถานพยาบาลแห่งใหม่ ข้อมูลสำคัญอย่างประวัติการรักษา รายการยา หรือใบนัด อาจไม่ได้อยู่กับตัวผู้ป่วยหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ทันที
แน่นอนว่าหากเอกสารสูญหายหรือข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน บุคลากรทางการแพทย์ก็อาจต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลและประเมินอาการใหม่ ขณะที่ผู้ป่วยเองต้องอธิบายประวัติการรักษาซ้ำ ก็ยิ่งทำให้การดูแลต่อเนื่องยากขึ้นในช่วงที่ระบบกำลังรับมือกับผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก
สธ. ใช้เทคโนโลยี เชื่อมข้อมูลให้ถึงมือแพทย์ในภาวะฉุกเฉิน
จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุข จึงเปิดใช้ระบบ MOPH PHR Emergency รองรับพื้นที่ประสบภัย 22 จังหวัด และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ของหน่วยบริการที่เชื่อมต่อระบบ สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นจากหน่วยบริการเดิมได้ แม้ผู้ป่วยจะต้องย้ายพื้นที่หรือเปลี่ยนโรงพยาบาลชั่วคราวก็ตาม
โดยระบบนี้ทำหน้าที่เสมือนคลังประวัติสุขภาพดิจิทัลกลาง ทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลปลายทางหรือศูนย์อพยพ สามารถเข้าถึงประวัติการรักษา ยาที่ได้รับ และผลตรวจจากโรงพยาบาลเดิมได้ทันที ช่วยให้การรักษาต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
เอกสารสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูง
นอกจากประวัติการรักษาแล้ว เอกสารสำคัญอย่างใบรับรองแพทย์ ใบส่งตัว ประวัติการฉีดวัคซีน และใบนัดหมาย ก็ถูกจัดเก็บในรูปแบบเอกสารสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าเอกสารจะสูญหายหรือเสียหายจากเหตุฉุกเฉิน เพียงไปยังหน่วยบริการใกล้ที่สุด เจ้าหน้าที่ก็สามารถเรียกดูข้อมูลในระบบได้ทันที
ส่วนด้านความปลอดภัย ข้อมูลจะเข้าถึงได้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ที่ยืนยันตัวตนด้วย Provider ID พร้อมมีการบันทึกประวัติการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบย้อนหลังตามข้อกำหนดของ PDPA ระบบจึงไม่ได้ช่วยแค่ให้การรักษาต่อเนื่องในช่วงวิกฤต แต่ยังเป็นอีกส่วนของการพัฒนาระบบสาธารณสุขดิจิทัลที่ช่วยให้ข้อมูลสำคัญของผู้ป่วยยังพร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ ระบบนี้ไม่ได้พึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือน้ำท่วมครั้งนี้ แต่เคยถูกนำมาใช้ในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ จ.สงขลา เมื่อปี 68 ก่อนนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าว่า Digital Health กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่ผู้ป่วยอาจต้องย้ายไปรับการรักษาที่หน่วยบริการอื่น เพราะสิ่งที่ต้องตามไปกับผู้ป่วยไม่ได้มีแค่ยาและบุคลากรทางการแพทย์ แต่รวมถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็น เพื่อให้การรักษาดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยเร่งปั้น Medical AI ลดนำเข้าเทคโนโลยีการแพทย์ ดัน 44 ธุรกิจสู่ตลาดโลก
ไทยกำลังเร่งผลักดันเทคโนโลยี Medical AI เพื่อยกระดับจากประเทศผู้ใช้และนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ สู่การเป็นผู้พัฒนาและส่งออกนวัตกรรม โดยข้อมูลจากปี 68 ระบุว่าไทยนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์มูลค่ากว่า 95,000 ล้านบาท

