
ธุรกิจไอที
“AI Impact Summit” ฉายแสงให้อินเดีย เตรียมดัน AI สุดตัว เงินลงทุนพุ่งกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์
24 กุมภาพันธ์ 2569
งานประชุม AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี (16-20 ก.พ. 69) ได้ข้อสรุปที่ย้ำชัดว่า AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นสมรภูมิ “เงินลงทุน - ภูมิรัฐศาสตร์ - สิทธิมนุษยชน” ที่อินเดียหวังขึ้นเป็นมหาอำนาจเทคโนโลยี แข่งกับ จีน-สหรัฐฯ
โดยการเคลื่อนไหวภายในงานประชุม มีดังนี้
รัฐบาลอินเดียเตรียมอัดงบด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ และลงนาม Pax Silica กับสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงห่วงโซ่ชิป และย้ำถึงแนวคิด “อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์” ในความสัมพันธ์กับหลายประเทศ
Big Tech จากสหรัฐฯ อย่าง Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet ส่งสัญญาณแข่งกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ตั้งแต่ Data Center ชิป ไปถึงโมเดลขนาดใหญ่ ด้วยงบรวมที่อาจแตะ 7 แสนล้านดอลลาร์
บริษัท Tech อินเดียก็เร่งเครื่องไม่แพ้กัน ทั้ง Reliance ที่มีรายงานเตรียมลงทุนราว 1.1 แสนล้านดอลลาร์ และ Adani ที่ประกาศแผนดาต้าเซ็นเตอร์ AI มูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ใน 10 ปี
ความร่วมมือจากฝั่งต่างชาติ เช่น Microsoft ที่พูดถึงการลงทุนใน Global South, OpenAI และ AMD ที่จับมือ Tata, รวมถึง Blackstone และ Nvidia ที่ลงมาหนุนโครงสร้างพื้นฐานและสตาร์ทอัป
ความคิดเห็นจากผู้นำฝั่ง Big Tech อย่าง Sundar Pichai ซีอีโอ Google ประกาศจัดตั้งศูนย์กลาง AI แบบครบวงจร (full-stack AI hub) จากแผนลงทุนในอินเดียมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบอกว่า AI จะช่วย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้นับพันล้านคน
ส่วน Sam Altman จาก OpenAI มองว่าอินเดียเป็นประเทศที่นำ AI ไปใช้จริงได้อย่างรวดเร็ว และอาจกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต พร้อมคาดการณ์ว่าแม้ AI จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในงานบางส่วน แต่ก็จะสร้างงานรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นด้วย
ด้าน Brad Smith ประธาน Microsoft ได้บอกว่า AI คือภารกิจสูงสุด และพร้อมหนุนการลงทุนกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์หลัง 10 ปีจากนี้ เพื่อช่วยให้ประเทศที่กำลังพัฒนาในกลุ่ม Global South เข้าถึง AI ได้มากขึ้น
ส่วน Demis Hassabis ซีอีโอ Google DeepMind ก็ชื่นชมว่างานซัมมิตครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่สะท้อนความเห็นจากผู้นำหลายบริษัทในทิศทางเดียวกันว่า AI ควรเข้าถึงให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ซึ่งอินเดียกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทาง AI ของโลก
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงด้านสิทธิมนุษยชนที่ Amnesty International เตือนว่าถ้าเร่งใช้ AI มากเกินไปอาจทำให้คนบางกลุ่มหลุดจากระบบสวัสดิการ และเสี่ยงถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากระบบจดจำใบหน้าได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นจากการใช้ระบบอัตโนมัติในรัฐเตลังคานา และการใช้จดจำใบหน้าในเมืองไฮเดอราบาดที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวและการเลือกปฏิบัติ จึงย้ำว่าการพัฒนา AI ต้องทำควบคู่กับกติกาที่ชัดเจน ปลอดภัย และเคารพสิทธิ์ของประชาชน เพื่อทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Microsoft เตรียมยกเลิกใช้รหัสหลักใน Edge เริ่ม มิ.ย 2026 นี้
Microsoft เตรียมปรับปรุงระบบความปลอดภัยบนเบราว์เซอร์ Edge โดยการยกเลิกฟีเจอร์ รหัสผ่านหลักแบบกำหนดเอง (Custom Primary Password) อย่างถาวรภายในปี 2026

รีเซ็ตกติกาอีคอมเมิร์ซไทย” เมื่อรัฐอุดช่องโกงออนไลน์ ผู้บริโภคได้อะไรจากกฎหมายใหม่นี้?
