
เมื่อพูดถึงการโจมตีทางไซเบอร์ หลายคนมักนึกถึงการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล การเจาะระบบธนาคาร หรือการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ แต่เหตุการณ์ในยุโรปตอนนี้ชี้ว่ารูปแบบการโจมตีเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งถูกแฮ็กตู้แช่สินค้าและตู้แช่แข็งและปรับอุณหภูมิ จนอาหารเน่าเสีย
ต้นเหตุมาจากช่องโหว่ของเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่เชื่อมอุปกรณ์เข้ากับระบบส่วนกลาง ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ตรวจอุณหภูมิและควบคุมตู้แช่จากระยะไกลได้ แต่ความสะดวกนี้ก็เปิดทางให้แฮกเกอร์โจมตีได้ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะอุปกรณ์ควบคุมรุ่นเก่าที่ใช้เฟิร์มแวร์ (Firmware) และไม่ได้อัปเดตความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
ฟังดูแล้วอาจดูเหมือนเป็นแค่การป่วนร้านค้าทั่วไป แต่ลองคิดดูว่าเหตุการณ์นี้กลับเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศประกาศเตือนให้ประชาชนตุนอาหารเพื่อรับมือกับภัยพิบัติอีกด้วย ก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจมีเงื่อนงำอะไรแฝงอยู่หรือเปล่า
จากตู้แช่สู่ “ความมั่นคงด้านอาหาร”
ระบบทำความเย็นเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่การเก็บรักษาวัตถุดิบ แปรรูป ขนส่ง ไปจนถึงการกระจายสินค้า แน่นอนว่าหากถูกโจมตี ความเสียหายอาจลุกลามไปทั่วระบบ และกระทบความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้ แม้จะมีผลผลิตเพียงพอก็ตาม
และหากระบบจัดเก็บและกระจายสินค้าเกิดความเสียหาย การจัดหาอาหารเข้าร้านค้าอาจล่าช้าหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผลกระทบยังอาจขยายไปถึงการกักตุนอาหาร ไว้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในปัจจุบันได้
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Smart Grid ควบคุมการจ่ายพลังงาน ระบบประปาที่ใช้เซนเซอร์ตรวจสอบคุณภาพน้ำ หรือระบบขนส่งที่อาศัยซอฟต์แวร์ในการควบคุมเส้นทางเดินรถ ก็อาจเสี่ยงโดนโจมตีด้วยเช่นกัน
เมื่อภัยไซเบอร์เข้าใกล้ความมั่นคงทางทหารมากขึ้น
อีกกรณีคล้ายกันที่น่าจับตา คือเหตุระบบทำความเย็นขัดข้องในฐานทัพทหารสหรัฐฯ โดย Reuters รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุตู้แช่สินค้าเสียหายในฐานทัพอย่างน้อย 6 แห่งเมื่อเดือน ส.ค. 69 ที่ผ่านมา เพราะสงสัยว่าอาจเป็นการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบเดียวกับในยุโรป
หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานทัพ Fort Huachuca รัฐแอริโซนา ที่ตู้แช่สินค้าเข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็ง อุณหภูมิภายในจึงสูงขึ้นจนอาหารเสียหายจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ฐานทัพอื่นๆ ก็พบความผิดปกติของระบบทำความเย็นในช่วงใกล้เคียงกัน ที่น่าสนใจคือหน่วยงานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ของกองทัพสหรัฐฯ เข้ามาตรวจสอบ และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในยุโรป
ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า หากระบบจัดเก็บและกระจายเสบียงถูกโจมตี ความต่อเนื่องในการสนับสนุนกำลังพลอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ หรือตรงกับช่วงที่มีภารกิจสำคัญ
โลกพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์มากแค่ไหน?
กรณีการโจมตีตู้แช่สินค้าในยุโรปชวนให้ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล เพราะหากอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิอาหารยังถูกโจมตีได้ ระบบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง พลังงาน และบริการจำเป็นในชีวิตประจำวันก็อาจเผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบช่องโหว่และประเมินความปลอดภัยของระบบเหล่านี้อย่างจริงจัง
และในวันที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับระบบพื้นฐานในชีวิต ความมั่นคงของประเทศจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของระบบดิจิทัลที่อยู่เบื้องหลังด้วย
เพราะภัยไซเบอร์อาจไม่ได้ทำให้เพียงข้อมูลสูญหายหรือเว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ แต่ยังสามารถทำให้ระบบที่ผู้คนต้องพึ่งพาในชีวิตประจำวันหยุดชะงักลงได้ จึงชวนให้คิดต่อว่า ในวันที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันผ่านระบบดิจิทัล เราจะดูแลความปลอดภัยให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถ้า AI ให้คำแนะนำผิด ใครจะรับผิดชอบ?
เมื่อ AI สามารถตอบคำถาม อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย และให้คำแนะนำได้ตรงกับสิ่งที่คนต้องการรู้ หลายคนจึงเริ่มไว้วางใจและนำคำตอบไปใช้ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตมากขึ้น แต่คำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อถืออาจไม่ได้ถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้

ช็อกโลก! แฮกเกอร์ใช้สปายแวร์เจาะ iPhone ได้ยังไง หลัง Apple ต้องออกโรงเตือน 110 ประเทศทั่วโลก
