
ตอนนี้อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นพิษจากไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมากจากสภาพอากาศที่แห้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดฝุ่นพิษครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1.92 ล้านเฮกตาร์ หรือ 19,200 ตารางกิโลเมตรทั่วประเทศ
วิกฤตฝุ่นพิษครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน และเมื่อกลุ่มควันถูกลมพัดไปยังพื้นที่อื่น ปัญหาก็ยิ่งลุกลามออกไปในวงกว้าง โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน (ASMC) ออกมาเผยแพร่ข้อมูลในเดือน ต.ค. 2026 ที่ผ่านมา ว่าพบหมอกควันระดับปานกลางถึงหนาแน่นกำลังกระจายไปยังหลายพื้นที่ของคาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์ กาลิมันตัน และสุมาตรา
ฝุ่นพิษจากอินโดนีเซียลามถึงสิงคโปร์ แล้วไทยเสี่ยงแค่ไหน?
สิงคโปร์เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NEA) ของสิงคโปร์รายงานว่าฝุ่นพิษจากอินโดนีเซียถูกพัดเข้าหาประเทศ ตามกระแสลมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ค่า PM2.5 รายชั่วโมงอยู่ที่ 95-208 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในช่วงที่รายงาน ขณะที่ดัชนีคุณภาพอากาศ (PSI) เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลไปยังผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึง เด็ก และผู้สูงอายุ
ส่วนในไทยเองกรมควบคุมมลพิษติดตามสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนในพื้นที่ภาคใต้เป็นระยะ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนั้นค่าฝุ่น PM2.5 ในภาคใต้ยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ทิศทางลมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะอาจพัดพาหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทยได้
ซึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหมอกควันเคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ประเทศไทย เรามีเทคโนโลยีติดตามสถานการณ์และระบบเตือนภัยที่สามารถแจ้งความเสี่ยงได้ทันท่วงที พร้อมนำข้อมูลไปใช้วางมาตรการปกป้องสุขภาพของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
เปิด “เทคโนโลยี” ที่ไทยใช้รับมือวิกฤติฝุ่นควันข้ามแดน
1. แอปฯ Check ฝุ่น ติดตามและพยากรณ์ PM2.5 ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พัฒนาแอปพลิเคชัน Check ฝุ่น โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม และเทคโนโลยี AI เพื่อประเมินและพยากรณ์ระดับ PM2.5 ในพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศและวางแผนกิจกรรมได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลดาวเทียมยังช่วยตรวจจับจุดความร้อน ติดตามพื้นที่เผาไหม้ และประเมินสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่กว้างได้อีกด้วย
2. ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยถึงโทรศัพท์มือถือ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ Cell Broadcast ภายใต้ระบบ T-Alert เพื่อส่งข้อความเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบนี้ถูกนำมาใช้แจ้งเตือนภัยหลายประเภท ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5
3. การพยากรณ์อากาศโดยอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค
ไทยสามารถใช้ข้อมูลจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน (ASMC) มาวิเคราะห์ร่วมกับการพยากรณ์อากาศในประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากหมอกควันข้ามแดนและเตรียมแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ขณะเดียวกัน การรับมือให้ได้ผลในระยะยาวยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมไฟป่าและลดการเผาไหม้ควบคู่กันไป
เทคโนโลยีมีแล้ว แต่จะเปลี่ยนเป็นการป้องกันได้ทันเวลาหรือไม่?
สำหรับไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การพัฒนาเครื่องมือใหม่ แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานและหลายประเทศให้ทำงานร่วมกันได้จริง ตั้งแต่การพยากรณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า การแจ้งเตือนประชาชน ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุขและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง
เพราะสิ่งสำคัญของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่การทำให้เรารู้ว่าฝุ่นมาจากไหนหรือกำลังเคลื่อนตัวไปทางไหน แต่คือการช่วยให้เรารับมือกับความเสี่ยงได้ก่อนที่หมอกควันจะมาถึง และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุโรปเร่งปิดเว็บไซต์เสี่ยง หลังพบช่องโหว่ร้ายแรงใน PHP กระทบหน่วยงานรัฐและองค์กรหลายแห่ง
หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรป (CERT-EU) ออกคำเตือนให้เว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ความปลอดภัยใน PHP พิจารณาปิดให้บริการชั่วคราว หากยังไม่สามารถติดตั้งแพตช์แก้ไขได้ทันเวลา หลังตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรง 2 รายการ

ยุโรปเร่งปิดเว็บไซต์เสี่ยง หลังพบช่องโหว่ร้ายแรงใน PHP กระทบหน่วยงานรัฐและองค์กรหลายแห่ง

รัฐเร่งยกระดับดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน เตรียมนำร่อง “ห้องสุขภาพจิตอิเล็กทรอนิกส์” 100 แห่ง พ.ย. นี้!
