
เศรษฐกิจ - การลงทุน
เศรษฐกิจไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน? ส่องแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กับภารกิจดันประเทศสู่ Top 20 โลก
1 ตุลาคม 2569
หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และภัยธรรมชาติ
และจากตัวเลขเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะเห็นข้อจำกัดที่ไทยยังต้องเร่งแก้ โดย Productivity ของไทยเติบโตเพียง 1.2% ขณะที่รายได้ต่อหัวในปี 68 อยู่ที่ราว 8,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงส่งให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว
ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) โดยวางเป้าหมายให้แผนฉบับนี้เป็นมากกว่ากรอบนโยบายระยะ 5 ปี แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริง และช่วยพาเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะเติบโตต่ำที่เผชิญต่อเนื่องมานาน
ตั้งเป้าเศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% พร้อมขยับสู่ Top 20 โลก
เป้าหมายสำคัญของแผนนี้คือการผลักดันให้ GDP ไทยเติบโตเฉลี่ย มากกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศตาม IMD Ranking ขึ้นสู่ Top 20 ของโลกภายในปี 72 จากอันดับปัจจุบันที่ 26
แต่การจะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ ยังต้องแก้ข้อจำกัดของประเทศในหลายด้านไปพร้อมกัน ทั้งการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน การพัฒนาทักษะของคนไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก การทำให้ภาครัฐทำงานได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติและความเสี่ยงที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยขึ้น
แผนฉบับนี้จึงวางหลักคิดสำคัญไว้ 4 ด้าน เพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
Productivity เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจมากขึ้น
Inclusivity ทำให้คนเข้าถึงโอกาสและได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างทั่วถึง
Adaptability ทำให้ประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ ปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
Immunity เสริมความพร้อมให้ประเทศรับมือกับความผันผวนและความเสี่ยงจากภายนอกได้ดีขึ้น
ยุทธศาสตร์ “ซ่อม-เสริม-เลิก-สร้าง” กับการปรับโครงสร้างไทยให้เดินหน้าได้มากขึ้น
เพื่อให้แผนพัฒนาฯ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง สภาพัฒน์วางแนวทางการทำงานไว้ 4 ด้าน คือ
ซ่อม : แก้จุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมีข้อจำกัด กฎหมายที่เป็นอุปสรรค และขั้นตอนการทำงานของภาครัฐที่ล่าช้า เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้คล่องตัวขึ้น
เสริม : ต่อยอดสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานอุตสาหกรรม เกษตรและอาหารแปรรูป การท่องเที่ยว การแพทย์ และภาคบริการ ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เลิก : ทบทวนและยกเลิกกฎหรือข้อกำหนดที่ล้าสมัยและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดได้มากขึ้น พร้อมปรับการพัฒนาคนให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริง ทั้งการ Upskill และ Reskill มากกว่าการยึดติดกับวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานที่ดี
สร้าง : สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสาขาอย่างเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด สุขภาพและ Wellness รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย
อีกกลไกสำคัญที่สภาพัฒน์วางไว้เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ “TRUST” ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
Transform : ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง
Reform : ปรับระบบภาครัฐให้กระชับ ทำงานได้รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น พร้อมยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
Upgrade : พัฒนาคนและระบบการศึกษาให้สอดรับกับตลาดงานที่เปลี่ยนไป ยกระดับทักษะแรงงาน และออกแบบระบบสวัสดิการให้เหมาะสมกับโครงสร้างประชากร
Sustain : จัดการทรัพยากรและรับมือภัยพิบัติในเชิงรุก พร้อมเดินหน้าสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ
Technology เพิ่มการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเฉพาะการดึงดูดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติ ควบคู่กับการปรับระบบวิจัยและพัฒนาให้สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานและธุรกิจได้จริง
เมื่อมองภาพรวม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ไม่ได้ตั้งเป้าแค่ให้เศรษฐกิจโตเกิน 3% แต่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของไทย จากการพึ่งพาอุตสาหกรรมและบริการเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือการนำเป้าหมายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง เพราะทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับระบบภาครัฐ ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลาและเดินหน้าไปพร้อมกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์” วางยุทธศาสตร์ 25 ปี ดึงลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท ยกระดับจากฐานประกอบสู่ “ชิปเมดอินไทยแลนด์”
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ฉบับแรกของไทย พร้อมวางโรดแมป 3 ระยะเพื่อผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทภายใน 5 ปี

