
ทุกครั้งที่เราทำธุรกรรมผ่านมือถือ หรือพิมพ์คำถามให้ AI ตอบ เบื้องหลังการทำงานเหล่านี้มีศูนย์กลางข้อมูลอยู่ที่ “Data Center” ทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลอยู่ตลอดเวลา
และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การจัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการสนับสนุนเทคโนโลยีต่าง ๆ
โดยเฉพาะ AI ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคนี้ และประกอบกับการขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ นี้เอง จึงทำให้ Data Center ถูกผลักดันให้กลายเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญ ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI (AI Economy Infrastructure) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการแข่งขันระดับโลก
🟢 การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน "เศรษฐกิจ AI"
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ภาครัฐเริ่มมองว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เปรียบได้กับไฟฟ้าและระบบรถไฟที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในอดีต
ที่ผ่านมา การพัฒนา Data Center ในไทยมักเน้นไปที่การดึงดูดการลงทุนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันแนวทางของภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนและบริหารจัดการในระยะยาวมากขึ้น โดยครอบคลุมทั้ง:
ความยั่งยืน — ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
การบริหารทรัพยากร — วางแผนการจัดการน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการผังเมืองให้เหมาะสม
ความปลอดภัยสาธารณะ — วางแผนป้องกัน พร้อมหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
พูดง่าย ๆ คือ Data Center กำลังเปลี่ยนจาก “ธุรกิจที่ประเทศต้องการดึงดูดการลงทุน” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ” ที่ต้องออกแบบ วางแผนและบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ
🟢 การเติบโตของตลาด Data Center ไทย
ข้อมูลจาก LH Bank Business Research คาดการณ์ว่าภายในปี 2572 ตลาด Data Center ในไทยจะมีมูลค่าราว 2.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 5.2% ต่อปี สะท้อนถึงทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
อีกทั้งในฝั่งภาคธุรกิจเองก็ส่งสัญญาณบวกที่สอดคล้องเช่นกัน โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ระดับ 48.4 เพิ่มขึ้นจาก 44.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยหนึ่งในปัจจัยบวกหลักมาจากการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่ม Data Center รวมถึงความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board : PCB) จากคู่ค้าต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ AI และ Data Center กำลังเป็นแรงหนุนให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
🟢 เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไป "เข้าถึง" ได้
คำถามที่ตามมาคือ เมื่อ Data Center ถูกยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แล้วคนทั่วไปจะมีส่วนร่วมกับการเติบโตนี้ได้อย่างไรบ้าง
ในอดีตการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แบบนี้มักเป็นเรื่องของนักลงทุนสถาบันหรือบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินอย่างกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างของเทรนด์นี้คือ INETREIT หรือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต เป็นกองทรัสต์กองแรกและกองเดียวในไทยที่ลงทุนตรงใน Data Center (Pure Data Center) ที่สอดรับกับการขยายตัวของโลกดิจิทัล และความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมี Data Center คอยอยู่เบื้องหลังบริการดิจิทัลต่างๆ
อีกทั้งยังมีบทบาทต่อความมั่นคงทางดิจิทัลของประเทศ ทั้งในด้านการจัดเก็บ ประมวลผล และบริหารจัดการข้อมูลภายในประเทศอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด สอดคล้องตามกระแส Geopatriation หรือ การที่องค์กรทั่วโลกเริ่มย้ายข้อมูลและระบบงานออกจากคลาวด์สาธารณะขนาดใหญ่ระดับโลก กลับมาไว้ในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศหรือภูมิภาคของตัวเองมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และรักษาอำนาจในการควบคุมข้อมูลของตนเอง
เมื่อบริบทโลกกำลังเคลื่อนไปในทิศทางนี้ การมี Data Center ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย จึงเป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการเก็บข้อมูลไว้ใกล้บ้านมากขึ้น
การเติบโตของ Data Center กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ระดับนโยบายที่ภาครัฐเริ่มออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ตัวเลขการเติบโตของตลาดที่ยืนยันแนวโน้มทั้งระยะยาวและระยะสั้น ไปจนถึงบทบาทด้านความมั่นคงทางดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกอย่าง Geopatriation
เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Data Center กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์ ปิดคดีข้อมูลส่วนตัวเด็ก จุดเปลี่ยนของมาตรฐานแพลตฟอร์ม
จากคดีที่ TikTok และบริษัทแม่ ByteDance ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) กล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็กบนโลกออนไลน์ ล่าสุดทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงยอมความ และจ่ายค่าปรับสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติคดีดังกล่าว

TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์ ปิดคดีข้อมูลส่วนตัวเด็ก จุดเปลี่ยนของมาตรฐานแพลตฟอร์ม

ศึก AI สหรัฐฯ–จีน ลามถึงองค์กร กระทบบริษัท OKX ถูกจำกัดการใช้ Claude ในฮ่องกง
