งานแรกของเด็กจบใหม่กำลังหายไป บทเรียนจากอินเดียที่ไทยต้องจับตา
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

งานแรกของเด็กจบใหม่กำลังหายไป? บทเรียนจากอินเดียที่ไทยต้องจับตา

Clock Icon

12 ตุลาคม 2569

เมื่อเทคโนโลยี AI มาเปลี่ยนการทำงานด้วยความสามารถในการประมวลผล วิเคราะห์ และทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ “ประตูบานแรก” สู่เส้นทางอาชีพของคนรุ่นใหม่กำลังแคบลงทุกที

โดยเฉพาะในอินเดีย ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของโลก ที่กำลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ หลังสถาบันการเงินและธนาคารยักษ์ใหญ่จากวอลล์สตรีท เช่น JPMorgan Chase และ Goldman Sachs นำ AI มาแทนงานระดับเริ่มต้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่ต้องแข่งขันดุเดือดขึ้นและหางานยากกว่าเดิม

งานพื้นฐานอย่างการตรวจสอบเอกสารสินเชื่อ การทำบัญชี การออกใบแจ้งหนี้ และการเขียนโค้ดเบื้องต้น เป็นสิ่งที่ให้เด็กจบใหม่ได้สะสมประสบการณ์ แต่ตอนนี้ระบบ AI ทำแทนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีและธนาคารหลายแห่งเริ่มชะลอการรับพนักงานใหม่ หรือลดจำนวนการจ้างงานลงอย่างเห็นได้ชัด

อินเดียกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร? เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขที่เติบโตมากขึ้น อย่างโปรเจกต์ไอทีของธนาคารแห่งหนึ่งที่เคยใช้วิศวกรถึง 50 คนและใช้เวลาพัฒนา 1 ปี ตอนนี้ใช้คนเพียง 4 ถึง 10 คน และเสร็จภายใน 4 สัปดาห์เท่านั้นด้วยความช่วยเหลือของ AI

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมไอทีของอินเดียโดยตรง ซึ่งมีคนทำงานมากกว่า 6 ล้านคน หรือเกือบ 8% ของเศรษฐกิจประเทศ โดยในจำนวนนี้ราว 2.4 ล้านคน ทำงานอยู่ในศูนย์บริการและเทคโนโลยีระดับโลก (GCCs) ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากหน่วยงานวิจัยระบุว่า อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในอินเดียสูงถึง 9.9% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศถึง 3 เท่า และคาดว่าภายในปี 2573 งานราว 30% อาจถูก AI เข้ามาแทน

ปัญหานี้ทำให้ภาคธุรกิจในหลายประเทศเริ่มคาดหวังให้ผู้สมัครมีทั้งทักษะเฉพาะทางและประสบการณ์การทำงาน ทั้งที่ตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่เคยเปิดโอกาสให้เด็กจบใหม่ได้เรียนรู้ ถูก AI ทำแทนไปแล้ว

บทเรียนจากอินเดียถึงไทย เมื่อองค์กรเริ่มมองหาคนที่ "ใช้ AI เป็น"


แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ไทยก็ต้องจับตามองเช่นกัน เพราะโครงสร้างการจ้างงานในภาคธุรกิจ บริการ และไอทีของไทยเชื่อมโยงกับกระแสเทคโนโลยีระดับโลก เริ่มมีสัญญาณว่าองค์กรไทยอาจปรับตัวตาม

ด้วยการนำ AI มาทำงานแทนในตำแหน่งพื้นฐานมากขึ้น จากผลสำรวจของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าองค์กรของไทยนำ AI มาใช้งานสูงถึง 66.1% ส่งผลให้ "เด็กจบใหม่" และคนทำงานสายปฏิบัติการของไทยจึงอาจต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น หากยังยึดติดกับทักษะแบบเดิม เช่น การเขียนโค้ดตามสูตร การทำบัญชีทั่วไป หรือการตรวจเอกสารซ้ำ ๆ ก็เสี่ยงหางานได้ยากขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอินเดีย

ในจุดนี้ AI ทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยที่ทำงานได้เร็วและแม่นยำ" ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำงานประจำทั้งหมด ทำให้องค์กรเปลี่ยนความต้องการไปสู่บุคลากรที่มีทักษะสูงในการบริหารจัดการ AI แทนการใช้แรงงานคนจำนวนมาก

ทางรอดของคนรุ่นใหม่หาก AI มาแทนงานพื้นฐาน ปรับมุมมอง อัปสกิล และเรียนรู้ให้ทันตลาด


แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก แต่โอกาสในการจ้างงานก็ไม่ได้ถูกปิด เพราะการเปิดรับพนักงานยังคงขึ้นอยู่กับความพร้อม ทิศทาง และรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไปได้ ภาครัฐและภาคการศึกษาต้องช่วยกันสนับสนุน ส่วนตัวผู้ทำงานเองก็ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการมอง AI เป็นคู่แข่ง มาเป็นผู้ช่วยที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและผลงานของตัวเอง

พร้อมพัฒนาทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในกระบวนการทางธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับการเข้าใจระหว่างธุรกิจกับเทคโนโลยีเพื่อรู้วิธีประยุกต์ใช้ AI รวมถึงระบบการศึกษาและตัวผู้ทำงานเองต้องเร่งปรับโครงสร้างการเรียนรู้ เพื่อลดช่องว่างระหว่างทักษะที่มีกับสิ่งที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการอย่างแท้จริง

แม้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานและสร้างความท้าทายใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ทั่วโลก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี หากเป็นการเรียนรู้และปรับตัว พร้อมพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลได้ในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock5 ชั่วโมงที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock11 ชั่วโมงที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock11 ชั่วโมงที่แล้ว