
หลายปีมานี้ รัฐบาลรัสเซียพยายามควบคุมอินเทอร์เน็ตในประเทศเข้มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบล็อกแพลตฟอร์มต่างชาติ จำกัด VPN หรือผลักดันให้ประชาชนใช้แอปฯ ของรัฐแทน แต่ความพยายามนี้ กลับสร้างผลกระทบกับระบบออนไลน์ของประเทศเสียเอง
สัญญาณแรก เมื่อระบบการเงินเริ่มโดนลูกหลง
ช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 แอปฯ ธนาคาร ระบบโอนเงิน เครื่องรูดบัตร ATM ไปจนถึงบริการขนส่งบางส่วนในมอสโกใช้งานสะดุด ร้านค้าหลายแห่งถึงขั้นต้องรับเงินสดชั่วคราว เพราะระบบจ่ายเงินออนไลน์ล่มไปพร้อมกัน ต้นตอของปัญหามาจากอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Technical Means to Counter Threats (TSPU) โดยจะทำหน้าที่เหมือนด่านตรวจอินเทอร์เน็ต ที่คอยสแกนข้อมูลทุกอย่างที่วิ่งผ่านเครือข่าย ที่รัฐบาลบังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกเจ้าติดตั้งไว้
พอรัฐบาลพยายามบล็อก VPN รุ่นใหม่ๆ อย่าง WireGuard หรือ OpenVPN ระบบก็จะพยายามดักและขัดขวางทราฟฟิกที่ดูเหมือนการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสของ VPN แต่ปัญหาคือระบบกรองอินเทอร์เน็ตของรัฐดันเข้าใจผิดว่า การเชื่อมต่อของแอปฯ ธนาคารเหล่านี้ เป็นทราฟฟิกจาก VPN ทำให้แอปฯ ไม่สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ได้
ธุรกิจออนไลน์ขนาดเล็ก คือผู้รับเคราะห์?
ในปี 2025 มูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในรัสเซียสูงถึง 11.5 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 4.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 20% ของยอดค้าปลีกทั้งประเทศ ซึ่ง TSPU ทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในรัสเซียกว่า 2.9 ล้านราย เจอผลกระทบเต็มๆ เพราะกลุ่มที่เคยใช้ Instagram และ Facebook เป็นหน้าร้าน (ซึ่งโดนแบนมาตั้งแต่ปี 2022) เริ่มมุด VPN ไปขายของไม่ได้แล้ว จึงหันมาใช้ Telegram เป็นช่องทางหลักในการขายของ รับออเดอร์ และคุยกับลูกค้าแทน
และการที่รัฐบาลเริ่มเข้มงวดกับการควบคุมอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะการพยายามบล็อก VPN และจำกัดการเข้าถึงบางบริการ ระบบของ Telegram และบริการออนไลน์อื่นๆ ก็เริ่มใช้งานติดๆ ดับๆ ธุรกิจเล็กๆ จำนวนมากก็ย่อมได้รับผลกระทบทันที บางร้านรับออเดอร์ไม่ได้ ลูกค้าติดต่อไม่ได้ หรือระบบแจ้งเตือนการจ่ายเงินล่มไปพร้อมกัน แถมระบบหลังบ้านและซอฟต์แวร์จัดการร้านที่ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ก็พังตามไปด้วย จนหลายธุรกิจทำงานสะดุด
ที่น่าจับตาคือ แม้ธุรกิจรายย่อยและระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบหนัก แต่รัฐบาลรัสเซียก็ยังเดินหน้าทุ่มงบกว่า 6,800 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการคุมอินเทอร์เน็ตต่อไปจนถึงปี 2030 แถมยังไม่มีแผนเยียวยาธุรกิจที่เสียหาย ทำให้หลายฝ่ายมองว่า รัสเซียกำลังยอมแลกผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมโลกออนไลน์ให้ได้มากที่สุดหรือไม่
วิกฤตนี้สะท้อนความย้อนแย้งชัดเจนว่า การคุมโลกออนไลน์ที่เข้มขึ้น อาจทำให้รัฐควบคุมได้มากขึ้นก็จริง แต่ในอีกด้านกลับไปกระทบเศรษฐกิจและชีวิตคนจำนวนมากแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมารอดูกันว่า การเดินหน้านโยบายแบบนี้ รัสเซียควรจัดสมดุลระหว่างความมั่นคงกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างไรต่อไป
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลจีนสั่งบริษัทจ่าย 1.5 ล้าน หลังอ้าง AI ทำงานแทนได้แล้วไล่พนักงานออก
ศาลจีนมีคำตัดสินให้บริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งจ่ายเงินชดเชยราว 260,000 หยวน หรือประมาณ 1.5 ล้านบาท ให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง


