
ทุกวันนี้ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในหลายองค์กร ตั้งแต่ช่วยตอบลูกค้า วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงช่วยเขียนโค้ด โดยส่วนใหญ่ก็เลือกใช้ AI จากผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่เจ้าที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะโมเดลเหล่านี้มีความคุ้มค่า พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมนำไปใช้กับงานได้ทันที
แต่ที่น่าคิดคือ การที่เราพึ่งพาผู้ให้บริการเหล่านี้มากเกินไป หากเกิดเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราขึ้นมา จะรับมือได้แค่ไหน
⚫ รัฐบาลประเทศต้นทาง เริ่มเข้ามามีบทบาทกับบริษัท AI รายใหญ่มากขึ้น
ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรม AI โดยตรงมากขึ้น อย่างการหารือถึงแนวคิดที่จะให้รัฐบาลเข้าถือหุ้นในบริษัท AI รายใหญ่ ขณะที่ในฝั่งอุตสาหกรรมชิป รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้เข้าถือหุ้นใน Intel ผ่านมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปแล้วราว 9.9%
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าใครจะเข้าถึงชิปและเทคโนโลยี AI ขั้นสูงได้บ้าง ผ่านกฎหมายและมาตรการควบคุมการส่งออก โดยเฉพาะในเกมการแข่งขันกับจีน
เมื่อเทคโนโลยีสำคัญอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและบริษัทต่างชาติ แน่นอนว่าการเข้าถึงและการใช้งานก็อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เช่นกัน
⚫ บทเรียนจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ปิดสวิตช์ Mythos 5 และ Fable 5
ช่วงเดือน มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ สั่งให้ Anthropic ระงับการเข้าถึงโมเดล AI รุ่นใหม่อย่าง Fable 5 และ Mythos 5 สำหรับชาวต่างชาติ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ Anthropic จึงต้องปิดการเข้าถึงโมเดลทั่วโลกทันที เพราะบริษัทไม่สามารถตรวจสอบสัญชาติของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ได้
แม้ข้อจำกัดดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ทำให้เห็นเลยว่าองค์กรที่นำ AI จากต่างประเทศมาผูกเข้ากับกระบวนการทำงาน ไม่เพียงต้องรับมือกับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี แต่ยังต้องเผชิญกับปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมจากประเทศต้นทาง โดยที่แทบไม่มีอำนาจควบคุม หรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เอง
แนวคิด “Sovereign AI” จึงเริ่มถูกหลายประเทศนำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร ไปจนถึงโมเดลและระบบ AI เพื่อให้มีอำนาจตัดสินใจและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
แต่สำหรับองค์กร อาจไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดล AI ขึ้นมาใหม่เองทุกอย่าง เพราะการพัฒนา AI ระดับสูงต้องใช้ทั้งเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งก็มีอีกทางเลือกที่องค์กรก็สามารถนำ AI มาใช้งานบนระบบที่ตัวเองควบคุมได้ ทั้งในเรื่องข้อมูล การเข้าถึง และการใช้งาน
⚫ “Private AI” ทางเลือกขององค์กรที่ไม่อยากพึ่ง AI ต่างชาติทั้งหมด
Private AI คือการนำ AI มาใช้งานโดยที่องค์กรยังควบคุมทั้งข้อมูล ระบบ และสิทธิ์ในการเข้าถึง ช่วยให้องค์กรกำหนดได้ว่า AI จะเข้าถึงและใช้ข้อมูลอย่างไร โดยที่ข้อมูลภายในยังอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร ช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกเพียงรายเดียว
นอกจากช่วยปกป้องข้อมูลแล้ว Private AI ยังช่วยให้องค์กรสามารถปรับ AI ให้เหมาะกับข้อมูลและงานเฉพาะของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งระบบสามารถติดตั้งอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร หรือ Private Cloud ที่องค์กรกำหนดสิทธิ์ และมาตรการรักษาความปลอดภัยได้ตามต้องการ
Private AI จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้องค์กรลดการพึ่งพา AI จากภายนอก และรักษาการควบคุมข้อมูล ระบบ และการเข้าถึงไว้กับตัวเอง ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของแนวทาง Sovereign AI ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถด้าน AI และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บราซิลเดินเกม AI ไม่เลือกข้าง! ทุ่ม 2.3 พันล้านเรอัล ดึงจีน-สหรัฐฯ ร่วมสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์
บราซิลประกาศลงทุนกว่า 2.3 พันล้านเรอัล หรือราว 444 ล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ

บราซิลเดินเกม AI ไม่เลือกข้าง! ทุ่ม 2.3 พันล้านเรอัล ดึงจีน-สหรัฐฯ ร่วมสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์

ออสเตรเลียเอาจริง! คุมเข้ม Roblox หลังเจอช่องโหว่ความปลอดภัยเด็ก แม้มีระบบป้องกันอยู่แล้ว?
