
กระแสการเติบโตของ AI ในปัจจุบันพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ชนิดที่เรียกว่าพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีโลกในทุก ๆ สัปดาห์เลยก็ว่าได้ บิ๊กเทคต่างทุ่มเงินเพื่อเร่งพัฒนาโมเดลของตัวเอง ทำให้หลายประเทศต่างตื่นตัวและพยายามเร่งเครื่องเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเกมนี้
นอกจากนี้ AI ยังเชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบชิป ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์และธุรกิจต่าง ๆ ทำให้เกิดเป็น Value Chain ขนาดใหญ่ที่ยังมีโอกาสเติบโตและพัฒนาต่อได้อีกมาก
แต่เมื่อเงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ก็เกิดคำถามตามมาว่า การเติบโตครั้งนี้จะยั่งยืนแค่ไหน และมีโอกาสเกิดฟองสบู่ AI หรือไม่?
[การโหมลงทุนและเร่งสร้างเทคโนโลยี คุ้มค่าจริงไหม?]
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นรวมราว 27 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 36% ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด ขณะเดียวกัน บริษัทบิ๊กเทค ก็กำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อชิป สร้าง Data Center และดึงตัวบุคลากรด้าน AI
แต่สถานการณ์ครั้งนี้อาจแตกต่างจากฟองสบู่ในอดีตอย่างยุค Dot-com หรือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนใน AI ไม่ได้ขับเคลื่อนจากการเก็งกำไรของประชาชนทั่วไปเป็นหลัก แต่เกิดจาก Big Tech นักลงทุนสถาบัน และเงินทุนจากภาคธุรกิจที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI
สิ่งที่น่าจับตาคือ Gartner คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ต้นทุนการประมวลผล LLM ขนาด 1 ล้านล้านพารามิเตอร์จะลดลงมากกว่า 90% เมื่อเทียบกับปี 2025 นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีใหม่มักมีต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น ซึ่งก็จะคล้ายๆกับ อินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆ ที่เคยเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาแพงและเข้าถึงได้ยาก ก่อนที่ต้นทุนจะค่อย ๆ ลดลงและกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ในวันนี้
ซึ่งก็น่าคิดว่า เมื่อทั่วโลกกำลังโหมลงทุนในเทคโนโลยีกันขนาดนี้ เราจำเป็นต้องกระโดดลงไปเล่นในตลาดที่ยังมีความเสี่ยงจะกลายเป็นฟองสบู่ด้วยหรือไม่
[ไทยเองก็วางหมากในจุดที่ “ตัวเองมีโอกาส”]
กลับมาดูที่ไทยกันบ้างว่า ตอนนี้บ้านเราลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้านไหนไปแล้วบ้าง?
ที่ผ่านมา ไทยเองก็ไม่ได้หยุดพัฒนา เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไทยเดินหน้าตามแผน AI แห่งชาติ ซึ่งกำลังเข้าสู่เฟดที่ 2 และเน้น 4 เรื่องหลัก
พัฒนาคน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ผ่านหลักสูตร AI มหาวิทยาลัย และ Bootcamp
พัฒนาโมเดล AI ภาษาไทยและดูแลเรื่องข้อมูล ผ่าน ThaiLLM และ Pathumma LLM เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำ AI มาใช้กับข้อมูลสำคัญได้อย่างปลอดภัย
นำ AI มาใช้ด้านการแพทย์ โดยพัฒนาโมเดลร่วมกับโรงพยาบาล และผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง
วางกติกาการใช้ AI ทั้งเรื่องจริยธรรม มาตรฐาน และการกำกับดูแล
[การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด = เลือกจังหวะที่เหมาะสม และสร้างประโยชน์ได้จริง]
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบลงทุนในทุกอย่างที่กำลังเป็นกระแส เพราะตอนนี้ AI ยังพัฒนาเร็วมาก เทคโนโลยีหลายอย่างยังมีต้นทุนสูง และยังไม่รู้ว่าอะไรจะอยู่รอดหรือกลายเป็นมาตรฐานในระยะยาว
ดังนั้น การเตรียมคนและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม แล้วค่อยเลือกลงทุนในสิ่งที่มีโอกาสสร้างประโยชน์ได้จริง อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการทุ่มเงินจำนวนมากไปกับเทคโนโลยีที่ยังมีความเสี่ยง
เพราะเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ต้นทุนลดลง และเริ่มเห็นชัดว่าอะไรสร้างประโยชน์ได้จริง เราก็ยังสามารถเข้าไปลงทุนได้ โดยมีข้อมูลมากขึ้นและความเสี่ยงน้อยลง
เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนที่สำคัญในยุค AI อาจไม่ใช่การรีบสร้างทุกอย่างก่อนใคร แต่คือ
การสร้างความพร้อมให้มากพอ เพื่อเลือกลงทุนได้ถูกจังหวะและสร้างประโยชน์ได้จริง
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

HR HERO Summit 2026 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่! ปลดล็อกกลยุทธ์บริหารคนผ่าน Data พร้อมพาองค์กรเติบโตด้วย People
กลับมาอีกครั้งกับเวทีสัมมนาด้านการบริหารบุคลากรที่ HR และผู้นำองค์กรไม่ควรพลาด! HR HERO Summit 2026 เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 หลังได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้กลับมาภายใต้ธีม “Strategy with data, growth with people”

HR HERO Summit 2026 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่! ปลดล็อกกลยุทธ์บริหารคนผ่าน Data พร้อมพาองค์กรเติบโตด้วย People

การ์ทเนอร์คาด AI-Optimized IaaS ทั่วโลกโต 96% แตะ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รับดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน AI ขยายตัว
