
น้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานที่มีความสำคัญ ทำให้ปัจจุบันมีแท่นขุดเจาะน้ำมันกระจายอยู่เป็นจำนวนมากทั้งทะเลและบนบก งานวิจัยจากวารสารอย่าง Earth System Science Data (ESSD) ปี 2025 พบว่าทั่วโลกมีแท่นขุดเจาะมากกว่า 5,358 แท่น
แต่สิ่งที่ตามมาจากการขุดเจาะน้ำมันคือปัญหาน้ำมันรั่วไหล ปนเปื้อนสู่แหล่งธรรมชาติและลุกลามไปถึงชุมชนบริเวณแท่นขุดเจาะ ก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และระบบนิเวศ
ซึ่งเคยมีเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในปี 2010 เมื่อแท่นขุดเจาะในอ่าวเม็กซิโกเกิดระเบิด ทำให้น้ำมันรั่วไหลต่อเนื่องนาน 87 วัน รวมราว 134 ล้านแกลลอน และส่งผลกระทบต่อแนวชายฝั่งยาวกว่า 1,300 ไมล์ ซึ่งไม่ใช่ครั้งเดียวที่เกิดขึ้น เพราะยังมีน้ำมันรั่วไหลอีกหลายครั้งที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นกัน
หลายบริษัทรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศต่างคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหลได้อย่างรวดเร็ว และสร้างมลพิษตกค้าง ทั้งการใช้ เทคโนโลยีอย่าง ดาวเทียม เรดาห์ โดรน AI เครื่องเก็บคราบน้ำมัน ไปถึงการใช้ จุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายน้ำมัน
ชวนทำความรู้จักทั้ง 5 เทคโนโลยีสู้ภัยน้ำมันรั่วจาก 4 ประเทศ
จุลินทรีย์เทคโนโลยีชีวภาพย่อยสลายน้ำมัน
กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือร่วมมือกับไบโอเทค และ สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง “จุลินทรีย์ย่อยสลายน้ำมัน” โดยนำตัวอย่างน้ำและดินจากพื้นที่ปนเปื้อนมาคัดแยกจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายน้ำมันและสารประกอบปิโตรเลียมได้ เปลี่ยนจากการกำจัดน้ำมันด้วยวิธีทางกายภาพหรือสารเคมีแบบเดิม มาใช้กระบวนการทางชีวภาพเพื่อช่วยสลายมลพิษจากน้ำมันโดยตรง
ซึ่งปัจจุบัน นักวิจัยสามารถคัดแยกจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพได้แล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบำบัดน้ำเสีย และในอนาคต อาจต่อยอดเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับรับมือน้ำมันรั่วไหลในพื้นที่ทางทะเลที่เข้าถึงได้ยาก โดยใช้กระบวนการทางชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาวิธีการกำจัดมลพิษที่อาจสร้างของเสียเพิ่มเติม
ดาวเทียม GISTDA เทคโนโลยีอวกาศ ติดตามคราบน้ำมันจากนอกโลก
ดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เคยมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วกลางทะเลระยองเมื่อปี 65ที่เกิดจากท่อส่งน้ำมันดิบใต้ทะเลบริเวณมาบตาพุดรั่ว ทำให้น้ำมันแพร่กระจายออกสู่ทะเล
ทาง GISTDA จึงนำเทคโนโลยีดาวเทียมเข้ามาติดตามสถานการณ์ โดยใช้ทั้งภาพจากดาวเทียม Sentinel-2 และดาวเทียมเรดาร์ TerraSAR-X เพื่อตรวจจับขอบเขตคราบน้ำมันได้แม้ในช่วงที่มีเมฆหรือเวลากลางคืน พร้อมนำข้อมูลลม คลื่น และกระแสน้ำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการกระจายตัวของคราบน้ำมัน ประเมินพื้นที่เสี่ยง และวางแผนรับมือก่อนที่คราบน้ำมันจะเข้าถึงชายฝั่งได้
Komara Mini เครื่องเก็บคราบน้ำมันจากเกาะอังกฤษ ที่แยกน้ำมันออกจากน้ำได้ตั้งแต่ขั้นตอนเก็บ
Komara Mini เครื่องเก็บคราบน้ำมันบนผิวน้ำจากบริษัท Vikoma ประเทศอังกฤษ ที่ใช้เทคโนโลยี Oleophilic Disc หรือจานที่มีคุณสมบัติดึงดูดน้ำมัน โดยจานจะหมุนผ่านผิวน้ำเพื่อจับน้ำมันที่ลอยอยู่ ก่อนแยกและส่งต่อไปยังถังจัดเก็บ
นอกจากนี้ยังสามารถ แยกน้ำมันออกจากน้ำตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ ทำให้ลดปริมาณน้ำที่ติดขึ้นมาพร้อมกับน้ำมัน และงกู้คืนน้ำมันได้สูงสุด 9 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และมีน้ำปะปนไม่เกิน 2%
ขณะที่ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด สามารถเคลื่อนย้ายและนำไปใช้ในพื้นที่เข้าถึงยาก เช่น ท่าเรือ ชายฝั่ง แม่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเหมาะกับการรับมือคราบน้ำมันในพื้นที่จำกัดและต้องการเก็บกู้โดยเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีตระกูล Komara ก็ยังถูกนำไปใช้งานจริงในการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วหลายครั้งแล้ว
AiRanger โดรน AI ของสหรัฐฯ เฝ้าระวังท่อส่งน้ำมันและก๊าซจากทางอากาศ
AiRanger อากาศยานไร้คนขับ (UAS) ขนาดใหญ่ที่พัฒนาโดย American Aerospace Technologies, Inc. (AATI) และนำมาใช้โดย Chevron เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบท่อส่งน้ำมันและก๊าซจากทางอากาศ สามารถบินได้ไกลและต่อเนื่อง ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ตรวจสอบขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความล้ำของ AiRangerคือตัวเครื่องมี เซนเซอร์อัจฉริยะ, AI และ Machine Learning ระบบสามารถเก็บข้อมูลตามแนวท่อ วิเคราะห์รูปแบบที่อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติ และส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ หากพบความผิดปกติ
และยังสามารถบินกลับไปตรวจสอบจุดดังกล่าวซ้ำได้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะตัดสินใจส่งทีมเข้าไปจัดการ ช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับความเสี่ยง และยังมีศักยภาพนำไปใช้กับงานตรวจจับการรั่วไหล การรับมือภัยพิบัติ และการสำรวจระบบนิเวศได้อีกด้วย
Miros OSD เทคโนโลยีเรดาร์ X-band ของนอร์เวย์ จับน้ำมันรั่วกลางทะเลแบบอัตโนมัติ
Miros OSD ระบบเรดาห์ตรวจจับน้ำมันรั่วของ Miros Group จากนอร์เวย์ ที่ผสาน X-band radar เข้ากับกล้องอินฟราเรด กล้องแสงปกติ เพื่อเฝ้าระวังผิวน้ำแบบอัตโนมัติ วิเคราะห์ทั้งคลื่น ลักษณะผิวน้ำ และการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันพร้อมกัน ทำให้สามารถแจ้งเตือนเมื่อพบน้ำมันรั่ว
ระบบยังสามารถติดตามพื้นที่ ตำแหน่ง และทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันอย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินบริเวณที่มีคราบหนาแน่นที่สุดผ่านกล้องอินฟราเรดและภาพปกติ เพื่อเข้าสู่ Recovery Mode และช่วยชี้จุดให้เรือกู้คราบน้ำมัน
โดยนำ Boom หรือ Skimmer เข้าไปจัดการได้ตรงตำแหน่งมากขึ้น นอกจากนี้ระบบรุ่นใหม่ยังเชื่อมต่อ Cloud ทำให้ข้อมูลการรั่วและสัญญาณเตือนถูกส่งแบบเรียลไทม์ไปยังผู้ปฏิบัติงานทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่ง
เมื่อเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนวิธีรับมือน้ำมันรั่วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากทั้ง 5 เทคโนโลยีที่กล่าวมา จะเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยตั้งแต่การตรวจจับ ติดตาม ไปจนถึงเก็บกู้และกำจัดมลพิษตกค้าง ทำให้การรับมือน้ำมันรั่วทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
แม้เทคโนโลยีจะไม่สามารถหยุดยั้งการรั่วไหลของน้ำมันได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดเวลาในการตอบสนอง จำกัดพื้นที่การแพร่กระจาย และลดผลกระทบต่อธรรมชาติได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ร่วมกับระบบรับมือที่มีประสิทธิภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใช้ AI ปราบพนันออนไลน์ โลกดิจิทัลจะปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่
ปัญหาใหญ่ของพนันออนไลน์ในปัจจุบัน คือการเข้าถึงที่ง่ายมาก แค่มีมือถือ รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อ และการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงได้ 24 ชั่วโมงและเข้าถึงได้ง่าย

