
หากพูดถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยหลายคนคงคุ้นเคยกับการที่บ้านเราถูกขนานนาม ฐานการผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันรายใหญ่ของภูมิภาค จนประเทศไทยได้รับฉายาว่า “Detroit of Asia”
⚫ แต่ตอนนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังเจอแรงกดดันรอบด้าน?
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกาศปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกเหลือ 900,000 คัน จากเดิม 950,000 คัน ตัวเลขนี้ลดลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปี 66 ที่ไทยเคยส่งออกรถยนต์ได้สูงถึง 1.11 ล้านคัน
ซึ่งปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดส่งออกที่ลดลง เพราะขณะเดียวกันตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ก็หดตัวจากเศรษฐกิจและสินเชื่อที่เข้มงวด
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกเองก็กำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นตลาดหลัก ไปสู่ยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
แน่นอนว่าไทยเองก็กำลังเดินหน้าสู่ยุค EV เช่นกันเพื่อดึงการลงทุนใหม่และรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากช่วง 7 เดือนแรกของปี 69 ไทยมียอดจดทะเบียนรถ BEV กว่า 126,357 คัน
ทว่า กว่า 71% ของจำนวนดังกล่าว เป็นรถนำเข้า โดยรถผลิตในไทยมีเพียง 29% เท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่า แม้ตลาดรถ EV ในไทยจะโตขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้มากแค่ไหน
เพราะการที่ตลาดเติบโต ไม่ได้หมายความว่าโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และแรงงานไทยจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อรถนำเข้ายังครองสัดส่วนสูงในตลาด
⚫ แล้วไทยจะทำอย่างไรให้การเติบโตของ EV มูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ?
ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ผลิตแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม และจูงใจให้ค่ายรถเข้ามาลงทุนผลิตในไทย ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างงานให้คนไทยมากขึ้น
⚫ โครงสร้างภาษีใหม่ ใช้การปล่อย CO₂ เป็นเกณฑ์หลัก
กรมสรรพสามิตมีแนวคิดใหม่ คือไม่ว่ารถจะเป็น HEV, PHEV, BEV หรือ EREV หากปล่อย CO2 ต่ำ ก็จะมีแนวโน้มได้รับภาษีที่เอื้อมากกว่า
ซึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้ค่ายรถยนต์ที่มีฐานการผลิตอยู่ในไทย ค่อยๆ ปรับจากรถใช้น้ำมันไปสู่เทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น รถไฮบริด HEV, PHEV และ EREV ได้ง่ายขึ้น เพราะไทยยังมีโรงงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอยู่จำนวนมาก
การเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีเวลาปรับตัว และทำให้ประเทศยังสามารถรักษาฐานการผลิตเดิมไว้ พร้อมเดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ไปพร้อมกันได้
ซึ่งกรมสรรพสามิตก็ไม่ได้มองแค่ตัวรถ แต่ยังพิจารณาครอบคลุมถึง แบตเตอรี่และชิ้นส่วนในห่วงโซ่การผลิต สะท้อนว่ารัฐต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
⚫ EV 3.0-3.5 ปูทางมาแล้ว แต่โจทย์ต่อไปอาจยากกว่าเดิม?
ที่ผ่านมา มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าผ่านโครงการ EV 3.0 และ EV 3.5 ถือว่าช่วยผลักดันตลาดรถ EV ไทยได้ในระดับหนึ่ง พร้อมมีเงื่อนไขที่กำหนดให้ให้ผู้ประกอบการต้องตั้งฐานการผลิตในไทย ซึ่งช่วยดึงค่ายรถเข้ามาลงทุนแล้วกว่า 8-10 บริษัท
มีเงินลงทุนสะสมแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตรวมสูงสุดราว 380,000 คันต่อปี และสร้างการจ้างงานถึง 25,000 ตำแหน่ง
แต่การดึงค่ายรถเข้ามาตั้งโรงงานในไทยก็อาจไม่เพียงพอ เพราะเทคโนโลยีรถยนต์กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หากไทยยังใช้นโยบายเดิมโดยไม่ปรับให้ทันกับเทคโนโลยีและการแข่งขัน ก็อาจเสี่ยงเป็นเพียง ฐานประกอบรถของต่างชาติ มากกว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมไทย
⚫ รัฐบาลจึงวางแนวทางหลัก 3 ด้าน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว
1. เปิดให้นำเข้า เพื่อดึงการลงทุนตามมา ไม่ได้เน้นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อขายในระยะยาว แต่เปิดให้นำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ในช่วงแรก เพื่อศึกษาและทดลองตลาด ก่อนต่อยอดไปสู่การผลิตในไทยจริง
2. จาก “Detroit of Asia” สู่ฐานส่งออกรถยนต์ยุคใหม่ ต่อยอดจากการเป็นฐานผลิตและส่งออกรถยนต์สันดาป สู่การเพิ่มกำลังการผลิตและผลักดันไทยให้เป็น ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดของภูมิภาค
3. ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ส่งเสริมให้ผู้ผลิตและซัพพลายเชนไทย ยกระดับทักษะและเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ พร้อมร่วมมือกับนักลงทุนต่างชาติเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญของรถ EV ให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานประกอบรถ แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ดังนั้น ภาษีรถยนต์ระบบใหม่ต้องตอบโจทย์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานเดิม ดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญว่า ไทยจะเปลี่ยนจากฐานผลิตรถยนต์แบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ได้อย่างไร โดยยังรักษาโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และแรงงานที่เป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมไทยไว้ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาหลีใต้เล็งแก้กฎหมาย จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชน หลังคดี Meta สะเทือนโลก
ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียที่มีต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น ล่าสุดคณะกรรมการสื่อและการสื่อสารแห่งเกาหลี (The Korea Media and Communications Commission : KMCC) ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเรียกร้องให้มาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชนของ Meta นำมาปรับใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ เท่านั้น

เกาหลีใต้เล็งแก้กฎหมาย จำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชน หลังคดี Meta สะเทือนโลก

คดีเด็กติดโซเชียลสะเทือน! Meta ยอมจ่าย เกือบ 6 แสนล้านบาท ยุติคดี - เพิ่มมาตรการคุมโซเชียล
