
ความยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ Big Tech กับพลังงานนิวเคลียร์ ทางออกพลังงานสะอาด หรือกลยุทธ์ชะลอแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม?
14 ตุลาคม 2569
การเติบโตของ AI ไม่เปลี่ยนเพียงโลกเทคโนโลยี แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานทั่วโลก เพราะเบื้องหลังการทำงานของ AI คือ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่ง AI พัฒนาและมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
บิ๊กเทคอย่าง Google, Amazon และ Microsoft จึงต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญ คือการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการขยายธุรกิจ AI ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ประกาศไว้
เมื่อบิ๊กเทคพาเหรดสู่ยุคนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและปล่อยคาร์บอนต่ำ
ซึ่งการลงทุนของ Big Tech ในพลังงานนิวเคลียร์ก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) ไปจนถึงการนำโรงไฟฟ้าเดิมกลับมาใช้งานและเพิ่มกำลังการผลิต เช่น
Google ร่วมมือกับ Kairos Power พัฒนาโครงการ SMR โดยตั้งเป้าจัดหาไฟฟ้ารวม 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2035
Amazon ลงทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน X-energy เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง พร้อมร่วมมือกับ Energy Northwest ศึกษาการสร้างเตาปฏิกรณ์ในรัฐวอชิงตัน
Microsoft ทำข้อตกลงซื้อไฟฟ้าระยะยาว 20 ปีกับ Constellation Energy เพื่อสนับสนุนการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island ยูนิตที่ 1 ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งหยุดดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2019
นอกจากพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่แล้วเหล่าบิ๊กเทคยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ เช่น Google ทำข้อตกลงซื้อไฟฟ้าที่จะได้จากการปรับปรุงเตาปฏิกรณ์ 11 เครื่องในโรงไฟฟ้า 6 แห่งของ Constellation Energy โดยมีแผนลงทุนประมาณ 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 890 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน บริษัทสตาร์ตอัป Valar Atomics ก็เสนอโครงการ Beehive ในรัฐยูทาห์ โดยขอใช้ที่ดินสาธารณะของรัฐบาลกลางกว่า 9,000 เอเคอร์ เพื่อพัฒนาเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก 456 เครื่อง มีกำลังผลิตรวมตามแผน 9.6 กิกะวัตต์ เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้ Data Center โดยตรง
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า เหล่าบิ๊กเทคไม่ได้มองพลังงานนิวเคลียร์เป็นเพียงทางเลือกในอนาคต แต่กำลังพยายามหาทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ และเพิ่มกำลังผลิตจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center
ปัจจุบันนิวเคลียร์พร้อมแค่ไหน ทั้งด้านเทคโนโลยีและต้นทุน?
แม้พลังงานนิวเคลียร์จะเป็นทางเลือกสำหรับรองรับความต้องการไฟฟ้าของ AI ในระยะยาว แต่เมื่อกางตัวเลขและความจริงออกมาดู จะพบว่าแผนการนี้น่าจะยังไม่เห็นผลในเร็วๆ นี้
ปัญหาแรกคือเรื่องของเวลา AI ต้องการไฟฟ้ามหาศาลตั้งแต่วันนี้ แต่เตาปฏิกรณ์ SMR ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดสอบ ในสหรัฐฯ เองก็ยังไม่มี SMR เครื่องไหนที่เปิดใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้เลย บางโครงการถูกเลื่อนยาวไปจนถึงปี 2031 หรือหลังจากนั้น ซึ่งโตไม่ทันกับ Data Center ที่สร้างเสร็จพร้อมใช้งานภายในเวลาไม่กี่ปี
ส่วนปัญหาที่สองคือเรื่องเงิน พลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงกว่าพลังงานลมและโซลาร์เซลล์ถึง 3 เท่า แถมการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มา ก็มักจะเจอปัญหางบบานปลายและสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนดเสมอ
นอกจากนี้ SMR หนึ่งเครื่องก็จ่ายไฟได้ไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ แต่ Data Center ขนาดใหญ่ ยุค AI ต้องการไฟระดับกิกะวัตต์ นั่นแปลว่าต้องสร้าง SMR หลายสิบเครื่องถึงจะเอาอยู่ ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากและใช้เงินมหาศาล
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้พลังงานนิวเคลียร์ยังไม่ใช่คำตอบที่พร้อมรองรับความต้องการไฟฟ้าของ AI ได้ทันที และยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามกำหนด ในต้นทุนที่แข่งขันได้ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการจริง จึงยังต้องจับตาต่อ ว่าสุดท้ายแล้วนิวเคลียร์จะตอบโจทย์ทั้งความต้องการพลังงานและเป้าหมายลดคาร์บอนได้จริงหรือไม่
ทำไม Big Tech จึงหันมาลงทุนในนิวเคลียร์ ทั้งที่ยังมีข้อจำกัด?
นี่ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถาม โดยประเด็นที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุด คือเรื่องของความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสังคม เพราะหากมองตัวเลขเงินที่บิ๊กเทค ลงทุนในโครงการ SMR จริงๆ จะพบว่าคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของงบประมาณสร้าง Data Center ทั้งหมดเท่านั้น
ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ต้องมาพิจารณาว่าจะไปตกอยู่กับบริษัทเอกชน ภาครัฐ หรือผู้ใช้ไฟฟ้ามากน้อยแค่ไหน
อีกประเด็นคือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องใช้น้ำหล่อเย็นมหาศาล ซึ่งมากกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถึง 4 เท่า ทำให้คนในพื้นที่กังวลเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและปัญหากากกัมมันตรังสี จนเริ่มเกิดกระแสต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นอย่างหนัก
เมื่อ SMR ยังใช้งานจริงไม่ได้ในวันนี้ และพลังงานหมุนเวียนก็ยังไม่นิ่งพอ สุดท้ายแล้วสิ่งที่บิ๊กเทคก็ต้องกลับไปใช้ไฟจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ทำให้ภาพการเซ็นสัญญานิวเคลียร์ในวันนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป็นทางออกที่ยั่งยืนจริงๆ หรือเป็นเพียงกลยุทธ์ฟอกเขียวเพื่อซื้อเวลาและชะลอแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากสังคมเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลัง AI ใครเแบกรับต้นทุน? เมื่อ Data Center กลายเป็นโจทย์ท้าทายความยั่งยืนของโลก
ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หาข้อมูล ไปจนถึงพูดคุยทั่วไปเพราะสามารถให้คำตอบได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีหลังป้อนคำถาม

เบื้องหลัง AI ใครเแบกรับต้นทุน? เมื่อ Data Center กลายเป็นโจทย์ท้าทายความยั่งยืนของโลก

Nuuly แพลตฟอร์ม เช่าเสื้อผ้ารายเดือนกับเป้าหมายยืดอายุเสื้อผ้าไปพร้อมกับลดขยะจาก Fast Fashion
