ชวนส่อง 3 ประเทศ 3 แนวทาง เปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือรับมือน้ำท่วม
facebook Iconx Iconline Icon

สังคม

ชวนส่อง 3 ประเทศ 3 แนวทาง เปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือรับมือน้ำท่วม

Clock Icon

30 กันยายน 2569

ภาวะโลกเดือดในปัจจุบันทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือภัยแล้งที่รุนแรง

ซึ่งเอเชีย เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง โดย Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ได้ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในช่วงปี 1995–2024 พบว่าหลายประเทศในเอเชียอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบสูง

ซึ่งแต่ละประเทศในเอเชีย ต้องรับมือกับน้ำท่วมในรูปแบบที่แตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และลักษณะของความเสี่ยงหลากหลายแนวทาง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ระบบพยากรณ์และเตือนภัย ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้วางแผนและติดตามสถานการณ์ โดยจีน ญี่ปุ่น และมาเลเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีประสบการณ์รับมือน้ำท่วมและเลือกใช้เครื่องมือแตกต่างกันไปตามบริบทของตัวเอง

จีน: เตรียมพร้อมด้วยข้อมูล ป้องกันด้วยเทคโนโลยี

จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในปี 1998 และฤดูน้ำหลากครั้งใหญ่ในปี 2020 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้จีนต้องพัฒนาระบบจัดการน้ำให้ครอบคลุมมากกว่าการพึ่งพาเขื่อนและคันกั้นน้ำเพียงอย่างเดียว โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในระดับลุ่มน้ำและการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

หนึ่งในแนวทางสำคัญของจีนคือการนำข้อมูลจากสถานีตรวจวัดปริมาณฝน สถานีอุทกวิทยา ดาวเทียม และเรดาร์ตรวจอากาศมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินความเสี่ยงได้ต่อเนื่อง ข้อมูลเหล่านี้ยังถูกนำไปใช้ในการพัฒนา Digital Twin หรือแบบจำลองเสมือนของลุ่มน้ำ เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำในระบบดิจิทัล และประเมินแนวโน้มล่วงหน้าว่าหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น พื้นที่ใดเสี่ยงได้รับผลกระทบหรือควรเตรียมรับมือยังไง

นอกจากนี้ หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน จีนก็มีเทคโนโลยีไว้รับมือเช่นกัน อย่างในเหตุการณ์น้ำท่วมในเมืองกุ้ยก่าง มณฑลกว่างซี จนมีนักเรียนและครูหลายพันคนติดอยู่ในพื้นที่ โดยระดับน้ำในบางจุดสูงเกือบ 5 เมตร เจ้าหน้าที่ได้ใช้ “สะพานทุ่นลอยแบบขับเคลื่อน” (powered pontoon bridge) ซึ่งสามารถเคลื่อนที่บนผิวน้ำและทำหน้าที่เป็นทั้งแพขนาดใหญ่และทางลำเลียงผู้ประสบภัยมาใช้ในการอพยพ ทำให้สามารถนำนักเรียนและครูออกจากพื้นที่ได้มากกว่า 6,000 คน

ญี่ปุ่น : เมื่อโครงสร้างพื้นฐานต้องปรับตัวอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมจากแม่น้ำ และน้ำทะเลหนุน จึงมีระบบรับมือที่ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวังไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เมือง

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) พัฒนาแบบจำลองพยากรณ์อากาศท้องถิ่น (Local Forecast Model) ให้ละเอียดขึ้น โดยลดขนาดพื้นที่คำนวณจาก 2 กิโลเมตรเหลือ 1 กิโลเมตร ทำให้วิเคราะห์สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ได้แม่นยำและละเอียดมากขึ้น พร้อมใช้ Ensemble Forecast หรือการสร้างผลพยากรณ์หลายชุด เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของฝนตกหนักภายใต้สถานการณ์ต่างๆ

ขณะเดียวกัน JMA ยังมีแผนใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ผลพยากรณ์และเปลี่ยนข้อมูลความเป็นไปได้เหล่านี้ให้เป็นข้อมูลความเสี่ยงที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ฝนหนักและเตือนภัยล่วงหน้า

แต่การรับมือน้ำท่วมของญี่ปุ่นไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำงานควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐาน อย่างโครงการ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel หรืออุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ใ

จังหวัดไซตามะ ซึ่งอยู่ใต้ดินลึกกว่า 50 เมตร และมีอุโมงค์ยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อรับน้ำจากแม่น้ำสายเล็กและสายกลาง ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเอโดะ ส่วนโอซาก้ามี ประตูน้ำรูปทรงโค้ง (Arch-type Floodgate) บริเวณแม่น้ำอาจิและแม่น้ำชิรินาชิ สำหรับป้องกันน้ำทะเลจากอ่าวโอซาก้าไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่เมืองในช่วงพายุ โดยเมื่อปิดประตูน้ำ ระบบสูบน้ำจะช่วยระบายน้ำที่อยู่ภายในพื้นที่ออกไป

มาเลเซีย : เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการน้ำท่วม

มาเลเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เผชิญน้ำท่วมเป็นระยะ โดยเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในเดือนธันวาคม 2014 ที่กระทบ 8 รัฐ และประชาชนกว่า 500,000 คนต้องอพยพ สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย และทำให้เกิดการพัฒนาโครงการพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย National Flood Forecasting and Warning Programme (PRAB) เพื่อเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์และแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้า

โดย PRAB ใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศร่วมกับแบบจำลองน้ำเพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้า โดยครอบคลุมลุ่มน้ำสำคัญ 41 แห่ง ตั้งเป้าเพิ่มระยะเวลาเตือนจากเดิม 6 ชั่วโมงเป็นสูงสุด 2 วัน ส่วนระบบเตือนน้ำท่วมฉับพลันสามารถแจ้งล่วงหน้าได้ประมาณ 1–3 ชั่วโมง

นอกจากระบบพยากรณ์ มาเลเซียยังใช้ SMART Tunnel ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่รองรับทั้งการจราจรและการระบายน้ำ เมื่อฝนตกหนัก ระบบสามารถผันน้ำส่วนเกินเข้าสู่อุโมงค์เพื่อระบายออกจากพื้นที่เสี่ยง และปรับการทำงานตามระดับน้ำ หากสถานการณ์รุนแรง สามารถปิดช่องทางจราจรเพื่อให้อุโมงค์รองรับการระบายน้ำได้เต็มที่

บทเรียนจาก 3 ประเทศ ข้อมูล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานต้องไปด้วยกัน?

จะเห็นว่าแต่ละประเทศเลือกใช้เครื่องมือแตกต่างกันตามบริบทความเสี่ยงของพื้นที่ และแม้เครื่องมือจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้ง 3 ประเทศมีแนวทางเหมือนกันคือการให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือน้ำท่วมล่วงหน้า ตั้งแต่การใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง การพยากรณ์และแจ้งเตือน ไปจนถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์สำหรับรับมือเมื่อเกิดเหตุ

แนวทางเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่การจัดการน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ช่วยเพิ่มข้อมูลประกอบการเตรียมการได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศมีความแปรปรวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น การพัฒนาระบบพยากรณ์ การเตือนภัย และโครงสร้างพื้นฐานให้ทำงานร่วมกัน จึงเป็นอีกส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยงและความเสียหายจากน้ำท่วม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โมเดล_1_จังหวัด_1_สำนักงาน_สัญญาณการเปลี่ยนโครงสร้างราชการในยุค_AI

โมเดล 1 จังหวัด 1 สำนักงาน สัญญาณการเปลี่ยนโครงสร้างราชการในยุค AI?

รัฐบาลกำลังทบทวนโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ว่ามีภารกิจใกล้เคียงหรือทำงานทับซ้อนกันหรือไม่

clock19 ชั่วโมงที่แล้ว
อว_ผนึกกำลังหน่วยงาน_ใช้โดรนช่วยส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่เข้าถึงยาก

อว. ผนึกกำลังหน่วยงาน ใช้โดรนช่วยส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่เข้าถึงยาก

clock19 ชั่วโมงที่แล้ว
รัฐเดินหน้าปรับกฎหมายธุรกรรมดิจิทัลชุดใหญ่_เสริมความมั่นใจในการทำธุรกรรมออนไลน์

รัฐเดินหน้าปรับกฎหมายธุรกรรมดิจิทัลชุดใหญ่ เสริมความมั่นใจในการทำธุรกรรมออนไลน์

clock1 วันที่แล้ว