
สังคม
“ศูนย์กันก่อนท่วม” จุฬาฯ ยกระดับการจัดการน้ำไทย ดันข้อมูลเชื่อมทั้งระบบ รับมือ Climate Change
9 ตุลาคม 2569
วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ทำให้ไทยเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุนสูง
โจทย์ใหญ่คือ ภัยพิบัติด้านน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำจากพื้นที่ต้นทาง ระดับน้ำปลายทาง ตลอดจนความสามารถในการกักเก็บและระบายน้ำของแต่ละพื้นที่
ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองยังเพิ่มความซับซ้อนในการจัดการน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำและมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายจัดตั้ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำให้สามารถคาดการณ์และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไข เพื่อให้ไทยรับมือกับความเสี่ยงด้านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
จากการป้องกันภัยน้ำ สู่การต่อยอดเศรษฐกิจ
แนวคิดสำคัญคือการมองน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ (Water Economy) ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการรับมือภัยพิบัติ เพราะน้ำเป็นทรัพยากรสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ารวมกว่า 17 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยว
การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายทางเศรษฐกิจ ขณะที่การวางแผนและป้องกันล่วงหน้าก็คุ้มค่ากว่าการใช้งบประมาณเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ
ส่องยุทธศาสตร์ยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำ จาก “ศูนย์กันก่อนท่วม”
การบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพและรับมือกับความเสี่ยงได้ในระยะยาว จำเป็นต้องดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์สำคัญที่ครอบคลุมในหลายมิติ
เริ่มจากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น การเชื่อมโยงอุโมงค์ระบายน้ำ เขื่อน และประตูระบายน้ำเข้ากับระบบ AI และข้อมูล Real-time เพื่อประเมินและพยากรณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
ควบคู่ไปกับการปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยไม่ตัดขาดกันตามขอบเขตการปกครองหรือหน่วยงานราชการ
นอกจากนี้ ยังต้องดึงนวัตกรรมระดับโลกมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City) หรือระบบป้องกันน้ำท่วมแบบเนเธอร์แลนด์ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดจากการสู้กับน้ำ มาเป็นการ "อยู่ร่วมกับน้ำ" ผ่านการปรับผังเมือง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและสีฟ้า (Blue-Green Infrastructure) ที่ยอมให้น้ำไหลผ่านและกักเก็บตามธรรมชาติ โดยมีห้องปฏิบัติการวิจัย (Water Lab) คอยสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
พัฒนาชุมชนให้ “พร้อมรับมือและปรับตัวต่อความเสี่ยง” ด้านน้ำ
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การเตรียมความพร้อมให้คนในชุมชนสามารถรับมือกับปัญหาน้ำได้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
แนวคิด Water Smart Community จึงส่งเสริมให้ชุมชนนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น แผนที่ภูมิศาสตร์สังคม (Geo-Social Map) และระบบเตือนภัยในพื้นที่ มาใช้ร่วมกับความรู้และประสบการณ์ของคนในท้องถิ่น เพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
Climate Change ทำให้ไทยต้องเตรียมพร้อมมากกว่าการป้องกันน้ำท่วม
การรับมือกับ Climate Change ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันน้ำท่วม แต่ต้องครอบคลุมทั้งการจัดการน้ำหลากและภัยแล้ง โดยอาศัยการคาดการณ์สถานการณ์ การวางแผนจัดสรรน้ำ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพราะการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือได้ดีขึ้น ทั้งการบริหารเขื่อนและระบบระบายน้ำ การเตรียมพื้นที่รับน้ำ และการสำรองน้ำในช่วงขาดแคลน ควบคู่กับการนำข้อมูลไปใช้จริงและสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึงได้
และข้อมูลเหล่านั้นจะเกิดประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อมีการนำไปใช้ในการวางแผนและปฏิบัติงานจริง ควบคู่กับการสื่อสารข้อมูลให้หน่วยงานในพื้นที่และประชาชนเข้าใจ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มุ่งส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมาใช้สนับสนุนการวางแผน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและชุมชน เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และช่วยลดผลกระทบจากปัญหาน้ำที่มีต่อประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ ยึด 7 โดเมนที่เชื่อมโยงบริษัทจีน หลังพบโจมตีระบบสำคัญหลายประเทศ
สหรัฐฯ เผยว่ากำลังยึดโดเมนอินเทอร์เน็ตจำนวน 7 โดเมน ซึ่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแฮกเกอร์ที่ทำงานเกี่ยวกับบริษัทไอทีสัญชาติจีนอย่าง Integrity Technology Group

สหรัฐฯ ยึด 7 โดเมนที่เชื่อมโยงบริษัทจีน หลังพบโจมตีระบบสำคัญหลายประเทศ

เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เครียด! หลังพบ AI กลายเป็นเครื่องมือให้แฮกเกอร์โจมตีประเทศ
