
การเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรปรอบที่ 10 ที่จัดขึ้นที่ภูเก็ตในช่วงวันที่ 28 ก.ย. – 6 ต.ค. 69 ปิดฉากลงท่ามกลางประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะหากไทยรับหลักการนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิในการใช้และจัดการพันธุ์พืช
นั่นคือข้อเสนอเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นระบบที่ให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์ในการควบคุมการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการคุ้มครอง เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่
เมื่อพันธุ์พืชมีเจ้าของสิทธิ การนำพันธุ์นั้นไปใช้ประโยชน์จึงอาจมีเงื่อนไขตามมาด้วย และนี่คือจุดที่ทำให้เกิดข้อถกเถียง โดยเฉพาะในกรณีของเกษตรกร ที่ต้องเก็บเมล็ดจากผลผลิตไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป
ซึ่งแรงคัดค้านจากภาคประชาสังคม เครือข่ายเกษตรกร นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล ก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงผลที่จะตามมาจากการเปลี่ยนแปลงกติกานี้ ทั้งต่อต้นทุนและสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายของพันธุ์พืช ความมั่นคงทางอาหาร และผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว
UPOV 1991 กับการเปลี่ยนแปลงตลาดเมล็ดพันธุ์ ใครจะได้ประโยชน์?
ในระบบเกษตร เมล็ดพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของการผลิตอาหาร กติกาเรื่องสิทธิในพันธุ์พืชจึงมีผลต่อทั้งเกษตรกร ผู้พัฒนาพันธุ์ และตลาดเมล็ดพันธุ์ แน่นอนว่าการเข้าสู่ UPOV 1991 อาจปรับเปลี่ยนโครงสร้างสิทธิในการถือครองพันธุกรรมพืชไปอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นแรก คือเมื่อผู้ปรับปรุงพันธุ์ได้รับสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้น การนำพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปใช้ ขยายพันธุ์ หรือผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า อาจต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเจ้าของสิทธิ ซึ่งประเด็นนี้อาจเกี่ยวข้องกับต้นทุนและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรโดยตรง
ผลกระทบต่อเกษตรกรจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัว UPOV 1991 เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าไทยจะกำหนดกติกาการใช้สิทธิไว้อย่างไร รวมถึงโครงสร้างของตลาดและราคาของเมล็ดพันธุ์ด้วย จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการเข้าร่วม UPOV 1991 จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้นในอัตราใดอัตราหนึ่งโดยอัตโนมัติ หรือราคาจะถูกส่งต่อไปยังอาหารทันที
ขณะเดียวกัน UPOV 1991 ยังเปิดให้สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมถึงผลผลิตที่ได้จากพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองในบางกรณี โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ปรับปรุงพันธุ์ยังไม่มีโอกาสใช้สิทธิกับวัสดุขยายพันธุ์ก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผลผลิตทางการเกษตรหรืออาหารทุกชนิดที่มาจากพันธุ์ดังกล่าวจะถูกผูกขาดทั้งหมด
นอกจากเรื่องสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์แล้ว อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือการดูแลพันธุ์พืชท้องถิ่นและทรัพยากรพันธุกรรมของไทย เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิของชุมชน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์ ดังนั้น หากไทยจะปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 การออกแบบกติกาจึงต้องพิจารณาทั้งสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์และสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชของเกษตรกรและชุมชนไปพร้อมกัน
เสียงเตือนจากนานาชาติ
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นที่ถกเถียงกันในไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติไม่น้อย โดยผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ 4 คณะ ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทยและสหภาพยุโรป เพื่อแสดงความกังวลต่อการนำ UPOV 1991 เข้ามาอยู่ในการเจรจา FTA เพราะมองว่าอาจกระทบต่อสิทธิของเกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถของรัฐบาลในการออกนโยบายเพื่อคุ้มครองประชาชน
ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนกว่า 160 องค์กร รวมถึงสภาองค์กรของผู้บริโภค BioThai และ FTA Watch ก็ออกมาคัดค้าน โดยกังวลว่ากติกาใหม่อาจทำให้เกษตรกรมีข้อจำกัดมากขึ้นในการเก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์
ประเด็นนี้จึงทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเรื่อง UPOV 1991 เพื่อสนับสนุนการเจรจาการค้า หรือจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศมากกว่ากัน
ท้ายที่สุดแล้ว การพิจารณา UPOV 1991 จึงไม่ควรมองแค่เรื่องผลประโยชน์ทางการค้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบให้รอบด้าน ทั้งสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืช สิทธิของเกษตรกร ต้นทุนการผลิต และการดูแลทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ สิ่งสำคัญคือไทยต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่า หากเปลี่ยนกติกาแล้ว ใครจะได้ประโยชน์ ใครอาจได้รับผลกระทบ และจะมีมาตรการอะไรเข้ามาช่วยคุ้มครองเกษตรกรให้เหมาะสมควบคู่กันไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใช้ AI ปราบพนันออนไลน์ โลกดิจิทัลจะปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่
ปัญหาใหญ่ของพนันออนไลน์ในปัจจุบัน คือการเข้าถึงที่ง่ายมาก แค่มีมือถือ รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อ และการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงได้ 24 ชั่วโมงและเข้าถึงได้ง่าย

ไทยขยับอันดับนวัตกรรมโลกที่ 44 ส่งออกเทคโนโลยีติด Top 10 รัฐเดินหน้าดันงานให้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
