
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI เกือบจะเป็นยาสามัญประจำบ้านของเหล่าครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างได้ทั้งบทความ ภาพ เสียง ไปจนถึงวิดีโอ ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ผลที่ตามมาคือ คอนเทนต์จากหลายช่องเริ่มมีหน้าตาและวิธีเล่าเรื่องคล้ายกัน
ใช้โครงสร้างและน้ำเสียงแบบเดียวกัน จนกลายเป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ สุดท้ายแล้วแบรนด์และสื่อจำนวนไม่น้อยก็เริ่มสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเองไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อทุกคนใช้ AI เหมือนกัน ฟีดที่เห็น ยัง “น่าดู” อยู่ไหม
ในช่วงแรกของการเสพสื่อคนแทบไม่สนใจเลยว่าคอนเทนต์นั้น “สร้างโดย AI หรือไม่” เพราะคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI เนื้อหาที่ได้อาจดูสดใหม่ ดูว้าว แต่เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์เริ่มรู้สึกได้ว่าคอนเทนต์จำนวนมากหน้าตาคล้ายกันโทนเดียวกัน เขียนคล้ายๆกัน
และขาดสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึก” เพราะคนดูไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูล แต่ต้องการ ความรีเลต ความจริงใจ และมุมมองที่มาจากมนุษย์จริงๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเริ่ม “เอียน” กับคอนเทนต์ AI ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากหลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งกรณีเพลงที่ถูกถอดออกจากแพลตฟอร์มหรือวิดีโอที่ถูกลบเนื่องจากปัญหาลิขสิทธิ์และการละเมิดงานศิลปะ รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Pinterest ที่เพิ่มเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและลดปริมาณคอนเทนต์ AI ในฟีดหลังจากมีรายงานว่าผู้ใช้งานรู้สึกว่าเนื้อหา AI ล้นจนเกินไป
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศและหลายแพลตฟอร์มเริ่มเอาจริงกับเรื่องนี้ ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นการบอกให้เลิกใช้ AI แต่ต้องการให้ AI ทำงานควบคู่ไปกับมนุษย์เพื่อให้คอนเทนต์ยังมีความหมาย มีความรู้สึกและทำให้คนดูยังรู้สึกอินกับสิ่งที่เห็น
ซึ่งหลายๆแบรนด์ใหญ่ก็เริ่มทดลองใช้ตราโฆษณาเป็น “100% human-made” และพบว่ามีการเข้าถึงของผู้ชมสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าความเป็นมนุษย์กำลังกลายเป็นจุดยืนและจุดขายในปี 2026
ปี 2026 จุดเริ่มต้นของสมดุลระหว่าง AI และมนุษย์
ปี 2026 อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ สื่อ และครีเอเตอร์ต้องทบทวนบทบาทของ AI ในการผลิตคอนเทนต์อีกครั้ง เมื่อคุณค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ความเร็วหรือจำนวนแต่คือการให้ค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าเดิม
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สเปนประกาศเตรียมห้ามเด็กใช้โซเชียล พร้อมเอาผิดผู้บริหารหากปล่อยเนื้อหาผิดกฎหมาย
รัฐบาลสเปนประกาศแผนมาตรการเข้มงวดควบคุมโซเชียลมีเดีย โดยจะเสนอร่างกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย


