
หลายคนคงคุ้นเคยกับ AI ในภาพของแชทบอทที่เอาไว้ถามข้อมูล แต่ตอนนี้ AI กำลังก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Agentic AI
พูดง่ายๆคือ AI ที่สามารถคิดวางแผน และลงมือทำได้เอง ตั้งแต่งานธุรกิจ อัปเดตข้อมูลลูกค้า ไปจนถึงสื่อสารและเชื่อมต่อกับระบบหรือคนอื่นๆ ได้แบบอัตโนมัติ แทบไม่ต้องมีมนุษย์คอยคุมทุกขั้นตอน
Big Tech อย่าง OpenAI, Google, Microsoft, Salesforce และอีกหลายเจ้า ก็ได้รวมตัวกันตั้ง Agentic AI Foundation ภายใต้ Linux Foundation เพื่อวางมาตรฐานกลางและสร้างความโปร่งใสในการพัฒนา AI Agent สะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นระดับโลกเห็นตรงกันว่า Agentic AI จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบอัตโนมัติในอนาคต ที่จำเป็นต้องมีกฎระเบียบควบคุม
เมื่อทิศทางของอุตสาหกรรมเริ่มชัดเจน Big Tech แต่ละรายจึงเร่งพัฒนา AI Agent ของตัวเอง เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวถูกคาดว่าจะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในภาคธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่ และบริษัทที่พัฒนาได้ก่อนย่อมได้เปรียบทั้งด้านเทคโนโลยีและความสามารถในการให้บริการเหนือคู่แข่งในระยะยาว
อย่าง Gemini ของ Google และ Qwen ของ Alibaba ก็กำลังดันความสามารถของแชทบอทให้กลายเป็น AI Agent ที่ทำธุรกรรมแทนผู้ใช้ได้จริงในที่เดียว อาทิ
Gemini ผูกกับร้านค้าดังอย่าง Walmart, Shopify ทำให้ค้นหาแล้วซื้อของได้ทันทีในแชท Qwen เชื่อมกับแอปฯในเครือตัวเอง ทำให้สั่งอาหาร จองเที่ยว จ่ายเงินได้ครบในที่เดียว
และไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Meta ก็ได้เข้าซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI Agent อย่าง Manus เพราะต้องการเสริมขีดความสามารถด้าน AI Agent ของตัวเองอย่างจริงจัง
ด้าน Microsoft, Amazon,IBM เองก็กำลังพัฒนา AI Agents ของตัวเอง โดยเน้นการใช้งานในระดับองค์กร เพื่อช่วยจัดการงานอัตโนมัติ ลดภาระงานซ้ำๆ และเชื่อมระบบธุรกิจที่ซับซ้อนให้ทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ยิ่ง AI ทำแทนมนุษย์ได้มาก ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น?
เพราะระบบเหล่านี้มักต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ระบบภายในองค์กร และสิทธิ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถตัดสินใจหรือปฏิบัติการได้เอง ซึ่งอาจนำไปสู่ การละเมิดความเป็นส่วนตัว, การรั่วไหลของข้อมูล, หรือการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มแข็งและตรวจสอบอย่างเหมาะสม
โดย World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก เตือนว่า Agentic AI อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวเร่งให้ภัยไซเบอร์รุนแรงขึ้นในปี 69
เพราะเมื่อ AI ถูกออกแบบให้ทำงานได้เอง และหากระบบเหล่านี้ถูกแฮก หรือถูกสั่งงานในทางที่ผิด ก็อาจเข้าถึงและโจมตีระบบสำคัญต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ โดยแทบไม่ต้องอาศัยมนุษย์ควบคุม
ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีที่ Anthropic ระบุว่าช่วงเดือน ก.ย. 69 แฮ็กเกอร์นำ AI อย่าง Claude มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีไซเบอร์
โดยให้ AI ทำงานแทนมนุษย์เกือบทั้งหมดถึง 80–90% ของกระบวนการ ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการลงมือโจมตี ทำให้สามารถเจาะระบบของหลายองค์กรทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
สะท้อนชัดว่า Agentic AI สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ง่าย และทำให้การโจมตีไซเบอร์ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
แม้จะมีการออกมาเตือนและเพิ่มมาตรการป้องกันมากขึ้น เช่น นำ AI มาใช้ตรวจจับภัยไซเบอร์แบบเรียลไทม์ หรือวางกรอบความปลอดภัยเฉพาะสำหรับ Agentic AI เพื่อควบคุมการทำงานให้รัดกุมขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญยังย้ำว่า หากปล่อยให้ AI ทำงานมากเกินไปโดยไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด ก็อาจทำให้ระบบเสี่ยงถูกโจมตีหรือสร้างความเสียหายได้ง่ายกว่าที่เคย
สุดท้ายแล้ว เราต้องเข้าใจว่า Agentic AI ของ Big Tech ไม่ได้เป็นแค่ระบบอัตโนมัติธรรมดา แต่คือ AI ที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญและช่วยตัดสินใจแทนมนุษย์ได้จริง แม้จะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจอย่างมาก
แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไปด้วย ซึ่งหากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ความสะดวกที่ AI มอบให้ อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่นำไปสู่วิกฤตไซเบอร์ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Alibaba เตรียมทุ่มงบ 3,000 ล้านหยวน ดัน AI แข่งหนักกับ Tencent-Baidu ในช่วงตรุษจีน
Alibaba ประกาศว่าจะใช้เงินกว่า 3,000 ล้านหยวน (ราว 431 ล้านดอลลาร์) เพื่อโปรโมทแอปฯ ปัญญาประดิษฐ์ Qwen AI ในช่วงเทศกาลตรุษจีน

Alibaba เตรียมทุ่มงบ 3,000 ล้านหยวน ดัน AI แข่งหนักกับ Tencent-Baidu ในช่วงตรุษจีน

