
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ
ข้อมูลจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยว่า นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนเพิ่มจาก 6% ในปี 62 เป็น 17.06% ในไตรมาสแรกของปี 69 ทำให้พื้นที่ว่างในนิคมอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียง 6.2% ส่งผลให้ความต้องการที่ดินเพิ่มขึ้น และผลักดันให้ราคาที่ดินในชลบุรีและระยอง ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30% ภายในเวลา 2 ปี
⚫ทำไมนักลงทุนจีนถึงเลือกมาลงทุนในไทย?
การที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นฐานการผลิตและขยายการลงทุน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากหลายปัจจัย เช่น
ยุทธศาสตร์เลี่ยงสงครามการค้า จีนเจอแรงกดดันจากกำแพงภาษีและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และหลายประเทศตะวันตกมากขึ้น หลายบริษัทจึงเลือกย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อให้สินค้าถูกผลิตในไทยและติดป้าย “Made in Thailand” ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าสูง และทำให้ส่งออกไปตลาดโลกได้สะดวกขึ้น
ทำเลดี โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการลงทุน ประเทศไทยได้เปรียบเรื่องทำเล เพราะตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน เชื่อมต่อการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและตลาดเอเชียได้สะดวก ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC อย่างท่าเรือ ถนน พร้อมรองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
นโยบายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ รัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานอย่าง BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์อย่าง Thailand FastPass และ Long-Term Resident Visa ที่อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
⚫ประเทศไทยได้อะไรจากการลงทุนเหล่านี้?
การเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีน มีส่วนสำคัญที่ช่วยดันตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยให้เพิ่มขึ้น โดยในปี 68 มีโครงการจากจีนยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI จำนวน 982 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 172,114 ล้านบาท
ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่เน้นอุตสาหกรรมอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล AI และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ซึ่งช่วยผลักดันให้ไทยพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าและเทคโนโลยีสูงขึ้น
⚫แต่โอกาส ก็มาพร้อมความท้าทายและผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
การหลั่งไหลเข้ามาของทุนจีน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นในหลายด้าน โดยเฉพาะรูปแบบธุรกิจ “โรงงานศูนย์เหรียญ” ที่นำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานจากจีนเกือบทั้งหมด ทำให้เงินแทบไม่หมุนเวียนไปถึงผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการใช้ “นอมินี” เพื่อกว้านซื้อที่ดินทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้ราคาที่ดินและค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว จนธุรกิจไทยบางส่วนไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้และต้องปิดกิจการลง
โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า มีอุตสาหกรรมไทย 22–25 กลุ่ม จากทั้งหมด 46 กลุ่ม ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และเหล็ก ปรากฏการณ์กว้านซื้อที่ดินของทุนจีนในพื้นที่ EEC จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองให้รอบด้าน เพราะแม้จะช่วยเพิ่มเม็ดเงิน ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายที่รัฐบาลอาจต้องเร่งเตรียมมาตรการรับมือ
เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด เพื่อควบคุมปัญหาทุนศูนย์เหรียญและนอมินี การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BOI เผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.37 แสนล้านบาท ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลาง EV อาเซียน
ประเทศไทยเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Supply Chain) ได้แล้วกว่า 137,000 ล้านบาท จาก 198 โครงการ

