
ช่วงที่ผ่านมา วงการเพลงเริ่มเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการละเมิดลิขสิทธิ์แบบเดิม เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าทุกวันนี้ AI สามารถปลอมตัวตนของศิลปินได้แทบทั้งตัว ตั้งแต่ชื่อ ใบหน้า และเสียง ไปจนถึงการสร้างเพลงเลียนแบบ แล้วนำไปเผยแพร่เพื่อหลอกคนฟัง ปั่นยอดวิว และสร้างรายได้
ประเด็นนี้กำลังสะท้อนช่องโหว่ของทั้งวงการเพลงไทย แพลตฟอร์มออนไลน์ และกฎหมายไทย ที่ยังรับมือกับการสวมรอยด้วย AI ได้ไม่ทัน
⚫ ทำไมปัญหา AI สวมรอยศิลปินถึงเกิดขึ้นบ่อย?
รูปแบบที่พบเห็นได้ง่ายคือการสร้างช่องบนแพลตฟอร์มโดยใช้ชื่อที่คล้ายกับศิลปินตัวจริง จนคนทั่วไปอาจแยกไม่ออก จากนั้นก็ใช้ AI สร้างเพลงพร้อมภาพหรือวิดีโอประกอบ ให้ดูเหมือนเป็นผลงานของศิลปินจริง ทั้งหมดนี้ใช้ต้นทุนต่ำมาก เมื่อเทียบกับศิลปินตัวจริงที่ต้องใช้ทั้งเวลา ทีมงาน และทรัพยากรในการสร้างผลงานแต่ละชิ้น
และสิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ ทำง่ายแต่ได้ผลตอบแทนดี เพราะช่องที่สร้างขึ้นสามารถทำยอดวิวและรายได้จากโฆษณาได้ ขณะที่ขั้นตอนการตรวจสอบและดำเนินการกับช่องเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลา และต่อให้ช่องหนึ่งถูกปิด ก็สามารถเปิดช่องใหม่และเปลี่ยนไปสวมรอยศิลปินคนอื่นได้อีก
⚫ อีกปัญหาคือ ศิลปินทุกคนไม่ได้มีอำนาจต่อรองเท่ากัน
หากเกิดขึ้นกับศิลปินดังหรือศิลปินที่อยู่ภายใต้ค่ายใหญ่ ปัญหาอาจถูกจับตาและจัดการได้เร็ว เพราะมีทั้งทีมงานและฝ่ายกฎหมายคอยช่วยเหลือ
แต่สำหรับศิลปินอิสระที่ต้องรับมือด้วยตัวเอง การแก้ปัญหาอาจใช้เวลานานกว่า และกว่าจะจัดการกับช่องหรือผลงานที่สวมรอยได้ก็อาจไม่ทันกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
⚫ ประเด็นนี้กระทบเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คิด?
ความเสียหายไม่ได้เกิดแค่กับศิลปินที่ถูกนำชื่อหรือผลงานไปใช้ หากแต่กระทบถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเศรษฐกิจไทยโดยรวม เพราะอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 8.01% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 900,000 ตำแหน่ง
แน่นอนว่าการนำ AI มาใช้สวมรอยหรือดัดแปลงผลงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลกระทบก็ย่อมลามไปถึงรายได้ของคนทำงานและมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยรวม
ที่สำคัญ ปัญหาไม่ได้เกิดแค่กับเพลงใหม่ เพราะเพลงไทยเดิมและมรดกทางวัฒนธรรม ก็เริ่มถูกนำไปดัดแปลงด้วย AI แล้วสร้างรายได้ โดยไม่ได้มีการแบ่งปันผลประโยชน์กลับไปยังเจ้าของหรือผู้สร้างสรรค์ดั้งเดิมแล้ว
ซึ่งนักวิชาการด้านดนตรีของไทยเองก็มองว่า หากมีการนำทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไปสร้างรายได้ ก็ควรมีกลไกแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก AI แต่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อนสั่งสมและส่งต่อกันมานาน
⚫ กฎหมายบ้านเราตามทัน AI แล้วหรือยัง?
การคุ้มครองลิขสิทธิ์แบบเดิมถูกออกแบบขึ้นในยุคที่มนุษย์เป็นผู้สร้างผลงานเป็นหลัก ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีคำถามใหม่เกิดขึ้นว่า ผลงานที่ AI สร้างขึ้นควรได้รับการคุ้มครองอย่างไร และใครควรเป็นเจ้าของสิทธิ์
แต่กรณีการสวมรอยศิลปินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างตัวตน ชื่อเสียง และการหลอกผู้บริโภคโดยตรง ไทยจึงต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม มารับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นไปก่อน เช่น
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 421/422 เรื่องละเมิด)
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ซึ่งตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว โดยมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อศึกษาว่าต้องปรับกฎหมายและมาตรการอย่างไรให้สอดคล้องการบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพลงในยุค AI
และหากต้องการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง นอกจากกฎหมายแล้ว ด้านแพลตฟอร์มเองก็อาจต้องพัฒนาระบบตรวจจับการสวมรอยให้เข้มงวดขึ้น ขณะที่ผู้ฟังก็มีส่วนช่วยได้ด้วยการไม่สนับสนุนช่องที่น่าสงสัย ไม่กดดูหรือแชร์เนื้อหาที่อาจเป็นการสวมรอย และช่วยกันรายงานเมื่อพบความผิดปกติ
เพราะหากการสวมรอยยังทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และสร้างรายได้ได้จริง ปัญหาก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำกับศิลปินอีกหลายคน และขยายจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบทั้งวงการเพลงในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลปรับเกมรับมือน้ำท่วม–ภัยแล้ง ดัน Risk Map ลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน
รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ มาเป็นการประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมล่วงหน้า ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผน

