
สังคม
จะดีแค่ไหน? ถ้าไม่ต้องเปลี่ยนชุดนักเรียนทุกปี เมื่อ "โตโก" สร้างเครื่องแบบ ที่โตตามเด็กได้
6 ตุลาคม 2569
ในปี 2024 UNESCO รายงานว่ามีเด็กและเยาวชนทั่วโลกถึง 273 ล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา
ปัญหานี้ไม่เพียงทำให้เด็กสูญเสียโอกาสในการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการสร้างอนาคตที่มั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันสังคมและเศรษฐกิจก็ต้องแบกรับต้นทุนจากการที่คนจำนวนหนึ่งไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
โดยสาเหตุหลักเกิดจากครอบครัวไม่สามารถแบกภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาได้ ซึ่งนอกจากค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และค่าอาหารแล้ว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษา คือ “เครื่องแบบ” ที่มีราคาสูงและต้องเปลี่ยนในทุกๆปี
ปัจจุบันกว่า 165 ประเทศทั่วโลกบังคับให้นักเรียนสวมเครื่องแบบไปโรงเรียน ทำให้ “เครื่องแบบ” เป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องแบบบ่อย
หนึ่งในประเทศที่สะท้อนประเด็นนี้ได้ชัดคือ โตโก (Togo) ประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกาตะวันตก ที่หลายครอบครัวยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหลายด้านในการส่งบุตรหลานเข้าเรียน ซึ่งในบางกรณีครอบครัวต้องใช้เงินออมหรือกู้ยืมเพื่อให้บุตรหลานสามารถกลับเข้าเรียนได้
“เครื่องแบบที่โตไปพร้อมกับเด็ก” สู่ “การสร้างโอกาสให้ชุมชน”
ปัญหาเหล่านี้ ทำให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Style Her Empowered (SHE) มองหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแจกเครื่องแบบใหม่ แต่เป็นการออกแบบให้เครื่องแบบสามารถ “เติบโตไปพร้อมกับเด็ก” จนนำไปสู่การพัฒนา “Uniform That Grows” เครื่องแบบที่สามารถปรับขนาดตามการเติบโตของร่างกายได้
โดยนวัตกรรมโครงสร้างของชุดสามารถขยายได้ถึง 6 ไซส์ และเพิ่มความยาวได้ถึง 12 นิ้ว ผ่านจุดปรับขนาดบริเวณแขน อก และ เอว รวมถึงตะเข็บที่สามารถคลายออกเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ทำให้ชุดหนึ่งตัวสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึงประมาณ 3 ปี แทนการต้องซื้อเครื่องแบบใหม่หลายครั้ง
โดย SHE ระบุว่าการออกแบบนี้ ยังทดแทนเครื่องแบบทั่วไปได้มากถึง 5 ตัว ตลอดช่วงการใช้งาน และนอกจากการปรับขนาดแล้ว องค์กรยังออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยการใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติ ต้านแบคทีเรียและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้นานขึ้นไม่ต้องซักบ่อย ช่วยลดภาระด้านเวลาและทรัพยากรของครอบครัว
นอกจากนี้ เศษผ้าจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปต่อยอดเป็น ผ้าอนามัยแบบใช้ซ้ำ ทำให้วัสดุจากการผลิตสามารถสร้างประโยชน์ต่อได้อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันกระบวนการผลิตยังช่วยให้เกิดการจ้างงานคนในพื้นที่ในโตโกเองด้วย ทำให้นวัตกรรมชิ้นเดียว สามารถเชื่อมโยงทั้งการลดต้นทุนของครอบครัว การลดการใช้ทรัพยากร และการสร้างงานในชุมชนเข้าด้วยกัน
นวัตกรรมเรียบง่ายก็สามารถต่อโอกาศและอนาคตให้กับเด็กได้
ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคในการศึกษาไม่ได้เกิดจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่สะสมจนกลายเป็นภาระสำหรับครอบครัว และเมื่อปัญหานั้นถูกแก้ด้วยการออกแบบที่เหมาะสม ผลลัพธ์จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การประหยัดค่าเครื่องแบบ แต่คือการช่วยลดอีกหนึ่งข้อจำกัดที่อาจทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เด็กไทยยุค AI Native เมื่อ AI กลายเป็น "เพื่อนซี้" ที่โตมาด้วยกัน?
เมื่อพูดถึงเด็กยุคนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรุ่น "AI Native" รุ่นแรกของโลกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบเจอเทคโนโลยี หรือ AI ที่ล้ำสมัย ซึ่ง AI ทำหน้าที่มากกว่าแค่โปรแกรมทั่วไป แต่ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำเรื่องเรียน และ เป็นเหมือน “เพื่อนซี้” ในชีวิตประจำวัน

Daiwa Securities บริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ของญี่ปุ่นหวั่นข้อมูลลูกค้า 1.1 แสนรายรั่ว หลังบริษัทคู่ค้าถูกแฮ็ก
