
เศรษฐกิจ - การลงทุน
Wellness กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของโลก! ส่องยุทธศาสตร์ไทยเปลี่ยนเทรนด์สุขภาพสู่โอกาสเศรษฐกิจ
8 กันยายน 2569
ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิด “กันไว้ดีกว่าแก้” โดยเริ่มดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดโรคกันมากขึ้น โดยผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยพร้อมจ่ายแพงขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน
พฤติกรรมดังกล่าวกำลังขยายจากการดูแลสุขภาพโดยตรงไปสู่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers ของ Euromonitor Internationa ชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ต่างชูจุดขายด้านสุขภาพกันมากขึ้น
กระแสนี้ไม่ใช่เทรนด์ฮิตชั่วครั้งชั่วคราว เพราะสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ว่า ภายในปี 83 ผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในรอบ 15 ปี ทำให้เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก
⚫ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้?
ไทยถือว่ามีต้นทุนที่ได้เปรียบ เพราะเรามีทั้งภาคเกษตร สมุนไพร อาหาร ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพและการท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมต่อกันได้
โดยรายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่า ปี 67 อุตสาหกรรม Wellness Economy ของไทยมีมูลค่ากว่า 40.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) และเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ทำให้ไทยติดอันดับ 7 ของโลก ในด้านอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพ
ซึ่งหนึ่งในตลาดที่สะท้อนศักยภาพของเศรษฐกิจสุขภาพไทยได้ชัดเจนคือ ตลาดสมุนไพร โดยปี 68 มีมูลค่าค้าปลีกกว่า 1,357.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 5.2% จากปีก่อน และทำให้ไทยรั้งอันดับ 11 ของโลก และคาดว่าตลาดจะขยายตัวต่อเนื่องจนมีมูลค่าราว 1,836.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 73
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไทยมีฐานตลาดและจุดแข็งที่สามารถต่อยอดไปกับกระแส Wellness และ Longevity ได้อีกมาก ทั้งวัตถุดิบทางการเกษตร สมุนไพร ศักยภาพด้านการแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดสุขภาพที่กำลังเติบโตทั่วโลก
⚫ 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับเศรษฐกิจสายสุขภาพของไทย
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เสนอ 4 แนวทางที่ไทยต้องเร่งผลักดัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ภายใต้แนวคิด Agri-Wellness Synergy
ยกระดับสมุนไพรไทยให้เป็นสารสกัดระดับการแพทย์ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติ ดังนั้น ไทยควรเร่งลงทุนด้านการวิจัยและการทดสอบทางคลินิก เพื่อพัฒนาสารสำคัญจากสมุนไพรไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อแข่งขันกับสารสกัดใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตในตลาดโลก
แทรกซึมเข้าสู่สินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล นำสินค้าเกษตรไทย มาต่อยอดเป็นโภชนาการเฉพาะบุคคล เช่น พัฒนาโปรตีนจากพืชและเปปไทด์จากข้าว เป็นอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล
ใช้ AI ออกแบบการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตลาด Wellness กำลังเปลี่ยนจากสินค้าที่ใช้ได้กับทุกคนไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ไทยนำ เกษตร สมุนไพร AI และข้อมูลสุขภาพ มาต่อยอดร่วมกัน เช่น ใช้ข้อมูลสุขภาพวิเคราะห์ความต้องการของแต่ละคน แล้วแนะนำสารสกัดจากพืชไทยหรือโภชนาการที่เหมาะสม
เชื่อมสินค้าเกษตรเข้ากับ Wellness Tourism ไทยยังมีข้อได้เปรียบอีกด้านที่หลายประเทศไม่มี นั่นคือ การท่องเที่ยว สุขภาพ การแพทย์ และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมกับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาด Luxury ที่เน้นประสบการณ์จะเติบโตถึง 52% ในช่วงปี 68–73 ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทย พัฒนาบริการที่เชื่อมตั้งแต่อาหาร สมุนไพร สปา ไปจนถึงการแพทย์
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงต้องมีวัตถุดิบหรือบริการด้านสุขภาพที่ดี แต่คือการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าและแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งหากไทยทำได้ เศรษฐกิจสุขภาพจะไม่ใช่เพียงตลาดใหม่ แต่จะกลายเป็นขุมทรัพย์เศรษฐกิจที่สร้างเม็ดเงินได้ให้ไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


