
แม้ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังขยายตัว เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่น่าแปลก ที่ประชาชนจำนวนมากกลับรู้สึกว่าค่าครองชีพยังสูง และค้าขายยากขึ้น
ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกแบบนั้น เพราะผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยว่าไทยกำลังเจอกับสิ่งที่เรียกได้ว่า “วิกฤตกลับข้างกับปี 2540”
⚫ ทำไมถึงเรียกสถานการณ์ตอนนี้ว่า “วิกฤตกลับข้างกับปี 2540”?
ตอนไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เพราะภาคการเงินพัง แบงก์และไฟแนนซ์ล้มกันเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนั้นรัฐยังมีพื้นที่ทางการคลังพอที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้
แต่ตอนนี้สถานการณ์แทบกลับกัน เพราะภาคการเงินแข็งแรงขึ้น ธนาคารมีกำไรและมีเงินทุนสำรองค่อนข้างแข็งแรง แต่ความเปราะบาง กลับย้ายมาอยู่ที่ภาคการคลังแทน เพราะ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือราว 66% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ตามกฎหมายที่ 70%
ขณะที่รัฐบาลก็ยังต้องทำงบประมาณขาดดุลในระดับสูง โดย 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 69 รัฐขาดดุลแล้วกว่า 1.05 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่กัน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจึงเรียกว่า “ขาดดุลแฝด” หรือ Dual Deficit
เมื่อรัฐมีภาระมากขึ้นและพื้นที่ทางการคลังจำกัดขึ้น การใช้นโยบายแบบเดิมที่แจกความช่วยเหลือแบบเดียวกันให้คนจำนวนมาก อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป จึงต้องจัดสรรงบอย่างระมัดระวังและตรงจุดมากขึ้น
⚫ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ข้อมูล” ถึงสำคัญต่อการบริหารประเทศมากขึ้น
“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนได้ชัด ว่าหากรัฐมีข้อมูลที่ดี ก็สามารถเปลี่ยนจากการแจกแบบเหมาเข่ง” ไปสู่การช่วยให้ตรงกับคนที่ต้องการจริงๆ ได้
หลายปีที่ผ่านมา รัฐพยายามเชื่อมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อดูว่าใครควรได้รับสวัสดิการ โดย โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น
แต่ปัญหาคือ การเชื่อมข้อมูลอย่างเดียวไม่ได้ทำให้รัฐเห็นฐานะของประชาชนได้ทั้งหมด เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ ยังอยู่แยกกันตามแต่ละหน่วยงาน และเมื่อมีการร้องขอ จึงค่อยนำข้อมูลจากแต่ละที่มาเชื่อมและตรวจสอบกัน
ทำให้ประชาชนบางกลุ่ม เช่น แรงงานนอกระบบที่ไม่มีนายจ้าง ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือคนที่ไม่ได้ยื่นภาษี ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินบางอย่าง เช่น ทองคำหรืออัญมณี ก็ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ
ทำให้รัฐมีข้อมูลรายได้โดยตรงค่อนข้างจำกัด จึงต้องใช้ข้อมูลอื่น เช่น การถือครองรถยนต์ เงินฝาก หรือทรัพย์สิน มาประกอบการประเมินแทน ซึ่งก็อาจไม่สะท้อนฐานะที่แท้จริงได้เสมอไป เพราะบางคนอาจแค่ถือทรัพย์สินแทนญาติ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด และตัดสิทธิ์คนที่เดือดร้อนจริงได้
ซึ่งจากที่กล่าวมา จะเห็นว่าเราไม่ได้ขาดข้อมูล เพียงแต่ข้อมูลที่มียังกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน และยังเชื่อมโยงกันได้ไม่เต็มที่
⚫ เปลี่ยนวิธีเยียวยา ด้วยข้อมูลที่ทำให้รัฐเห็นความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น?
ตอนนี้ภาครัฐกำลังพัฒนา Data Lake หรือฐานข้อมูลกลาง ที่นำข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกว่า 20 แห่ง ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม มาวิเคราะห์ร่วมกัน ให้รัฐเห็นข้อมูลประชาชนละเอียดและหลายด้านขึ้น ทั้งตามพื้นที่ อำเภอ จังหวัด และช่วงอายุ
หากพูดให้เห็นภาพ คือ เอาข้อมูลจากหลายที่มาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายได้ พื้นที่ อายุ หรือข้อมูลด้านอื่นๆ เพื่อดูว่าแต่ละกลุ่มกำลังเจอปัญหาอะไร และปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน ได้ชัดเจนและแม่นยำขึ้น แล้วนำใช้วางแผนนโยบายและงบประมาณได้ตรงจุดมากกว่าเดิม
ทำให้จากเดิมที่รัฐต้องรอให้ประชาชนมาลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ ก็เปลี่ยนเป็นการใช้ข้อมูลค้นหาคนที่น่าจะเดือดร้อน แล้วเข้าไปช่วยถึงพื้นที่ได้ เพราะคนที่ลำบากที่สุดบางคนอาจไม่มีโอกาสมาลงทะเบียนด้วยตัวเอง
⚫ “Data Lake” ช่วยรัฐเห็นความผิดปกติที่ข้อมูลเดิมมองไม่เห็น?
เมื่อนำมาใช้จริง พบว่าข้อมูลเหล่านี้รัฐช่วยหาคนที่เดือดร้อนจริง หรือมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เพื่อดูว่าควรช่วยอย่างไรต่อ เช่น ช่วยหางาน สร้างอาชีพ หรือเพิ่มรายได้
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้รัฐเห็นความผิดปกติที่ข้อมูลจากหน่วยงานเดียวอาจมองไม่เห็น โดย สศค.พบว่า คนวัยทำงานอายุ 25-30 ปีบางส่วน ยังใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ทั้งที่บางคนอาจมีรายได้ที่ระบบของรัฐยังมองไม่เห็น
ที่น่าตกใจคือพบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางราย มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทหรือเจ้าของรถ ซึ่งหากดูจากข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว อาจถูกตีความว่ามีฐานะดีและไม่เข้าเกณฑ์รับสวัสดิการ
แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับพบว่าหลายคนไม่ได้มีฐานะดีอย่างที่ข้อมูลระบุ บางรายถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท หรือถูกนำข้อมูลไปสร้างรายการรายจ่ายเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยเจ้าตัวอาจไม่ได้รู้เห็นด้วย
ซึ่งหากถามว่า Data Lake จะเปลี่ยนประเทศไทยได้แค่ไหน คำตอบคือสิ่งที่จะเปลี่ยนอาจไม่ได้มีแค่เรื่องการจัดสรรสวัสดิการ เพราะเมื่อข้อมูลจากหลายหน่วยงานเชื่อมถึงกัน รัฐจะนำข้อมูลชุดเดียวกันไปใช้ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษี การวางแผนงบประมาณ และการตรวจสอบการทุจริต ทำให้การบริหารประเทศมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบและแม่นยำขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไมญี่ปุ่นถึงใช้ AI น้อยกว่าหลายประเทศ ทั้งที่กำลังขาดแรงงาน?
ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงาน และปัญหาผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ แม้เทคโนโลยี AI จะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยตรง แต่การนำ AI มาใช้ในที่ทำงานของญี่ปุ่นกลับยังคงล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ

