
สังคม
สธ. เดินหน้าปั้นไทยสู่ฮับ Healthy Longevity ต่อยอดจุดแข็งการแพทย์ไทย รับคลื่นเศรษฐกิจสูงวัยที่กำลังเปลี่ยนโลก
26 ตุลาคม 2569
ปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ โดยข้อมูลจาก WHO เผยว่า กว่า 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลก จะมีอายุมากกว่า 60 ปีภายในปี 73 ขณะที่ไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยคาดว่าประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศในปีเดียวกัน
เมื่อคนอายุยืนขึ้น ความต้องการด้านสุขภาพก็เปลี่ยนไป
แน่นอนว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้น ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข ทั้งจากความต้องการบริการทางการแพทย์ที่สูงขึ้นและการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ รวมถึงภาวะเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมตามวัย ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและต้นทุนด้านสาธารณสุขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่อีกด้าน การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ได้มีเพียงความท้าทาย แต่ยังเปิดโอกาสให้ไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ต้องการมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดัน คือการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะและการมีอายุยืน (Healthy Longevity)
เปลี่ยนโจทย์สังคมสูงวัย ให้เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ
โอกาสของไทยไม่ได้มีเพียงการให้บริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปาและการนวด อาหารและโภชนาการ การออกกำลังกาย ตลอดจนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
ข้อมูลจาก Global Wellness Institute เผยว่า ปี 67 เศรษฐกิจสุขภาพของไทยมีมูลค่าสูงถึง 242,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสร้างรายได้เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล คลินิก โรงแรมและรีสอร์ต ธุรกิจสปา ผู้ผลิตอาหารและสมุนไพร ตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาระบบตรวจวัดและวิเคราะห์สุขภาพ แน่นอนว่าธุรกิจกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับประเทศ
ไทยมีต้นทุนพร้อม แต่ต้องยกระดับจากบริการสู่สินค้ามูลค่าสูง
การที่ไทยมีฐานเศรษฐกิจสุขภาพอยู่แล้ว การผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาวะและการมีอายุยืน (Healthy Longevity) จึงไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ หากแต่ต้องนำจุดแข็งที่มีอยู่มาพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไทยมีต้นทุนสำคัญ 3 ด้านที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ได้แก่
ระบบสุขภาพและบริการทางการแพทย์ มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ และสถานพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานสากล
ภูมิปัญญาและฐานทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งนวดไทย สมุนไพร อาหารไทยเพื่อสุขภาพ และการแพทย์แผนไทย ซึ่งถ้าเอามาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น
งานวิจัยและนวัตกรรม ไทยมีความพร้อมจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และผู้ประกอบการไทยในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ
การเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพจะสร้างประโยชน์ให้ไทยได้มากขึ้น หากประเทศสามารถพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และองค์ความรู้ของตัวเองควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับ การผลิตอาหารเพื่อสุขภาพที่เหมาะกับผู้สูงวัย หรือใช้เทคโนโลยีประเมินความเสี่ยงและวางแผนดูแลสุขภาพให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไทยและต่อยอดความเชี่ยวชาญให้แข่งขันได้ในระยะยาว
จาก Medical Tourism สู่การดูแลสุขภาพตลอดช่วงชีวิต
ที่ผ่านมา ไทยมักเป็นที่รู้จักในเรื่องการรักษาพยาบาลและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่โอกาสของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามารักษาเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น ยังสามารถต่อยอดไปสู่การดูแลสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดโรค เพื่อช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพไปจนถึงวัยสูงอายุ
บริการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินสุขภาพ การปรับพฤติกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
จะไปถึงเป้าได้ อีกปัจจัยคือรัฐต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต
แนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเมินความเสี่ยงและดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้แข่งขันในตลาดโลกได้
ซึ่งทิศทางนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่กำหนดเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง
แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้ไทยก้าวไปถึงจุดนั้นได้ คือ ความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย เพราะสินค้าและบริการด้านสุขภาพเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของผู้คน จึงต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ผ่านการตรวจสอบอย่างเหมาะสม และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้บริโภคในประเทศและตลาดต่างประเทศ
หากภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยร่วมกันผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนความท้าทายจากสังคมสูงวัยให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน และทำให้การมีชีวิตยืนยาวควบคู่กับการมีสุขภาพดีเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นได้จริงทั้งต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Microsoft เสนอโครงการลาออกโดยสมัครใจ ให้พนักงาน 60,000 คน เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI
Microsoft เสนอโครงการลาออกโดยสมัครใจให้พนักงานประมาณ 60,000 คน ภายใต้กลยุทธ์การลดต้นทุนและการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

Microsoft เสนอโครงการลาออกโดยสมัครใจ ให้พนักงาน 60,000 คน เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI

รัฐเตรียมชงโซลาร์ภาคประชาชน เข้าครม. พรุ่งนี้! หนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ครัวเรือนละ 50,000 บาท ตั้งเป้า 1 ล้านสิทธิ์
