
การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเกิดขึ้นรวดเร็วในยุคสมัยที่ AI เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบของเครื่องมือที่หลายธุรกิจต่างนำมาใช้จริง
และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าธุรกิจใดจะแข่งขันได้และอยู่รอดในระยะยาว
รายงาน Family Business Technology Transformation ประจำปี 2026 ของ Deloitte Private ที่สำรวจผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่กว่า 1,587 แห่งทั่วโลก ที่มีรายได้ขั้นต่ำ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหาร ได้เผยให้เห็นถึงการเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลของภาคธุรกิจอย่างจริงจัง
⚫️ AI กลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจไปแล้ว
จากผลสำรวจ 86% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกมีการนำ AI มาใช้งานแล้ว โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้งานอย่างจริงจังในหลายส่วนขององค์กรถึง 44% และอีก 42% เลือกใช้เฉพาะบางฟังก์ชันที่ตอบโจทย์
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่องค์กรธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้จริง โดยใช้งานส่วนใหญ่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงานภายใน 40% การบริหารความเสี่ยง 39% และระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) 39%
⚫️ “รากฐานเทคโนโลยีที่มั่นคง” คือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ แต่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ได้จบลงที่การนำ AI มาใช้งาน เพราะธุรกิจจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่มั่นคงคอยรองรับด้วย
รายงานชี้ว่าธุรกิจครอบครัวยังคงให้ความสำคัญกับรากฐานทางเทคโนโลยีพื้นฐานไม่แพ้กัน โดยเทคโนโลยีที่มีการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ 47% คลาวด์คอมพิวติ้ง 45% และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 44%
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นไปได้จริง ทั้งในแง่การต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และการป้องกันองค์กรจากภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและรับมือได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
⚫️ “บริบท” เป็นตัวกำหนดทิศทางการใช้ AI ที่ต่างกัน
การนำ AI มาใช้ไม่ได้มีรูปแบบเดียวกันในทุกตลาด โดยบริบททางเศรษฐกิจและกฎระเบียบของแต่ละภูมิภาคมีส่วนกำหนดแนวทางการลงทุนและการใช้งานเทคโนโลยี
ธุรกิจครอบครัวในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล และสนับสนุนการขยายธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มระมัดระวังมากกว่า เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ความแตกต่างนี้ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวไทยสามารถนำมาปรับใช้ ในการประเมินและพิจารณาเลือกลงทุนในเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ และสามารถสร้างประโยชน์ในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง
⚫️ ผลลัพธ์ชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องรับมือ
แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีจะมีความท้าทาย แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริหารธุรกิจครอบครัวจำนวนมากมองเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง โดย 68% ระบุว่าเทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพการทำงาน และ 67% มองว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
แต่อุปสรรคสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร แต่ยังรวมถึง ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่มั่นใจในการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก และความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับนวัตกรรม การบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบ และการควบคุมความเสี่ยงจากพันธมิตรภายนอกอย่างรัดกุม เพื่อให้สามารถเดินหน้าปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
บทเรียนจากรายงานฉบับนี้คือการลงทุนเทคโนโลยีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในบริบทของตัวเอง ทั้งเรื่องงบประมาณ ความไว้วางใจ และความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นไปอย่างมั่นคง และเป็นรากฐานสำคัญของการส่งต่อกิจการสู่รุ่นถัดไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Google เตือนผลค้นหาในยุโรปอาจลดคุณภาพลง หลังปรับระบบตามกฎ EU เพื่อเลี่ยงค่าปรับ
Google เดินหน้าปรับรูปแบบการแสดงผล Search ในยุโรป เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ท่ามกลางข้อกำหนดที่ต้องการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่าง Google และบริการออนไลน์รายอื่น

Google เตือนผลค้นหาในยุโรปอาจลดคุณภาพลง หลังปรับระบบตามกฎ EU เพื่อเลี่ยงค่าปรับ

