
สังคม
ออสเตรเลียคุมเข้ม Big Tech ดันกฎหมาย “My Feed, My Way” ให้ผู้ใช้ปิดฟีดอัลกอริทึมได้เอง
10 กันยายน 2569
ออสเตรเลียเตรียมผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่จะเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถปิดฟีดที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมได้ มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางของรัฐบาลออสเตรเลียที่ต้องการเพิ่ม “สิทธิในการเลือก” ให้กับผู้ใช้งาน ขณะเดียวกันก็เพิ่มความรับผิดชอบให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
⚫️ ทำความรู้จักกฎหมาย "My Feed, My Way"
กฎหมายฉบับใหม่นี้ใช้ชื่อว่า "My Feed, My Way" เปิดทางให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถเลือกได้ระหว่าง 2 รูปแบบการแสดงผลฟีด ว่าจะใช้ฟีดที่ระบบอัลกอริทึมคัดเลือกและแนะนำคอนเทนต์ที่คาดว่าผู้ใช้จะสนใจมาแสดงผลโดยอัตโนมัติ หรือ จะปิดการแนะนำและเห็นเฉพาะเนื้อหาจากเพื่อนและครีเอเตอร์ที่ตัวเองติดตาม
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มต่างๆ ยังมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานทั้งรายใหม่และรายเดิม เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกรูปแบบฟีดเริ่มต้นของตนเองได้ หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
⚫️ ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย แต่รวมถึง AI และเกมออนไลน์
ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงมาตรการปกป้องผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี จากฟีเจอร์ที่ออกแบบมาให้เกิดพฤติกรรมเสพติด ไม่ว่าจะเป็น AI Chatbot เกมออนไลน์ หรือบริการดิจิทัลรูปแบบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
รัฐบาลให้เหตุผลถึงที่มาของกฎหมายฉบับนี้ไว้ว่า ความตั้งใจในกฎหมายนี้ไม่ใช่การให้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมการใช้งานของประชาชน แต่เป็นการคืนสิทธิในการเลือกให้กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่านี่คือการปฏิรูปที่มีความสมเหตุสมผลและนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างทางเลือกให้ผู้ใช้ และทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นหากเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
⚫️ หลายแพลตฟอร์มมีทางเลือกอยู่แล้ว แต่กำลังจะทำให้กลายเป็นข้อกำหนด
ที่น่าสนใจคือฟังก์ชันลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะแพลตฟอร์มรายใหญ่หลายแห่งมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ดูคอนเทนต์จากบัญชีที่ติดตามอยู่แล้ว
TikTok มี Friends Tab ขณะที่ Facebook มีฟีดสำหรับเพื่อน
Instagram มี Following และ Favorites ส่วน YouTube มี Subscriptions
และ Snapchat ก็แยกคอนเทนต์จากเพื่อนออกจากพื้นที่ค้นพบคอนเทนต์สาธารณะ
แต่สิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการผลักดันคือการทำให้ฟีเจอร์เหล่านี้กลายเป็น "มาตรฐานบังคับ" ที่ทุกแพลตฟอร์มต้องมี ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมที่บางแพลตฟอร์มมีให้เท่านั้น
⚫️ บทเรียนจากมาตรการจำกัดโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก
การผลักดันกฎหมายครั้งนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการก่อนหน้าของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยผลการประเมินในช่วงแรกสะท้อนว่า การจำกัดอายุเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้การใช้งานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก eSafety Commissioner ระบุว่า หลังมาตรการมีผลประมาณ 3 เดือน เด็กออสเตรเลียมากกว่า 81% ยังคงใช้งานแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านอายุ ลดลงจากประมาณ 86% ก่อนมีมาตรการ ในขณะที่วัยรุ่น 58% ยังคงใช้งานโซเชียลมีเดียทุกวันหรือบ่อยกว่านั้น จากเดิมประมาณ 60%
ตัวเลขนี้ทำให้ประเด็นการคุ้มครองเด็กไม่ได้จบลงเพียงการ “ห้ามใช้” แต่กำลังขยายไปสู่การพิจารณาว่า แพลตฟอร์มควรออกแบบประสบการณ์การใช้งานอย่างไร
⚫️ เมื่อ “อัลกอริทึม” กลายเป็นประเด็นกำกับดูแล
สิ่งที่น่าจับตาจากกรณีของออสเตรเลียไม่ใช่เพียงรายละเอียดของกฎหมาย แต่คือทิศทางการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนไป
ในอดีต การถกเถียงเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียมักเน้นเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย หรือการเข้าถึงแพลตฟอร์มของเด็ก แต่ปัจจุบันคำถามกำลังขยับไปถึง “อัลกอริทึมควรมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากเพียงใด”
สำหรับแพลตฟอร์ม การแนะนำคอนเทนต์ด้วยอัลกอริทึมถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง Engagement เพราะช่วยคัดเลือกเนื้อหาที่มีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้และทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการใช้งานที่มากเกินไป การออกแบบที่กระตุ้นให้ผู้ใช้เลื่อนดูต่อเนื่อง และผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน
⚫️ เกมใหม่ของ Big Tech อาจไม่ใช่แค่ “ควบคุมเนื้อหา” แต่คือ “ควบคุมระบบที่เลือกเนื้อหา”
หากข้อเสนอของออสเตรเลียเดินหน้าสู่การบังคับใช้จริง ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การห้ามแพลตฟอร์มใช้ AI หรืออัลกอริทึมในการแนะนำคอนเทนต์ แต่เป็นการกำหนดว่า ผู้ใช้ต้องมีสิทธิในการปฏิเสธระบบดังกล่าวได้
นี่อาจเป็นสัญญาณของแนวทางกำกับดูแลยุคใหม่ที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่าง ประโยชน์ของระบบแนะนำคอนเทนต์กับสิทธิของผู้ใช้งานในการควบคุมประสบการณ์ดิจิทัลของตัวเอง
สำหรับ Big Tech ความท้าทายจึงอาจไม่ใช่เพียงการทำให้อัลกอริทึม “ฉลาดขึ้น” แต่ต้องทำให้ระบบเหล่านี้ โปร่งใส ควบคุมได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกได้มากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัย Anthropic ระบุ AI มีโอกาสมากกว่า 10% ที่จะ “ทำลายมนุษยชาติ”
ในยุคที่ AI เติบโตอย่างรวดเร็วจนสร้างความกังวลต่อประเด็นของความปลอดภัย โดยล่าสุด Anthropic หนึ่งในบริษัท AI ชั้นนำของโลก ต้องเผชิญกับคำเตือนจากภายในองค์กรเอง หลังนักวิจัยระดับสูงออกมายอมรับว่า AI มีโอกาสมากกว่า 10% ที่จะนำไปสู่หายนะระดับมนุษยชาติภายใน 10 ปีข้างหน้า

