
จากมหาอุทกภัยปี 54 สู่คำถามสำคัญของการ “รับมือภัยพิบัติยุคข้อมูล”
ปี 54 ประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อชีวิตประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนว่า การรับมือกับภัยพิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่การจัดการปริมาณน้ำ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการ มองเห็นสถานการณ์ล่วงหน้า และสื่อสารข้อมูลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตัดสินใจได้ทันเวลา
ผ่านมาเกือบ 15 ปี ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ฝนตกหนักจากอิทธิพลของร่องมรสุม ส่งผลให้เกิดน้ำสะสมและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนำกลับมาสู่คำถามว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาวันนี้ไทยมีระบบข้อมูลและเทคโนโลยีที่ช่วยให้เรารู้ความเสี่ยงได้เร็วขึ้น และเตรียมรับมือได้ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ทุกวินาทีจึงมีความหมาย ยิ่งเรารับรู้สถานการณ์เร็ว วิเคราะห์ความเสี่ยงได้ชัด และส่งข้อมูลให้ผู้ตัดสินใจได้ทันเวลา ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการลดความเสียหายที่เกิดขึ้น
จากข้อมูลหลายหน่วยงาน สู่ข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว?
แม้ปัจจุบันการติดตามสถานการณ์น้ำมีข้อมูลจากหลายส่วน ทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ การพยากรณ์อากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม ภูมิประเทศ และข้อมูลจากสถานีตรวจวัดต่างๆ แต่ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมาจากหลายหน่วยงาน ข้อมูลจึงไม่เชื่อมโยงกัน
ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่รัฐบาลติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา โดยพบว่าข้อมูลและระบบแจ้งเตือนยังมีความซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย และอาจไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อความรวดเร็วในการตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชน
“One Map น้ำ” รวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน จบในระบบเดียว
เมื่อข้อมูลแยกส่วนทำให้เกิดข้อจำกัด รัฐบาลจึงเปิดตัวระบบ “One Map น้ำ” เพื่อรวมข้อมูลน้ำและภัยพิบัติจากหลายหน่วยงานไว้ในระบบเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเป็นความร่วมมือจากกรมอุตุนิยมวิทยา, GISTDA, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BDI
ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะนำข้อมูลที่ตัวเองรับผิดชอบเข้ามาบูณาการร่วมกัน เช่น ข้อมูลพยากรณ์อากาศและเรดาร์ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ ข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีตรวจวัด รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลและ Dashboard เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์จากข้อมูลชุดเดียวกันได้มากขึ้น
จากรับมือน้ำเมื่อมา สู่การเตรียมตัวก่อนน้ำถึง?
เทคโนโลยีนี้ทำให้เราสามารถคาดการเส้นทางของน้ำได้” และต่อยอดไปถึงการประเมินว่า พื้นที่ไหนมีความเสี่ยง น้ำอาจมาถึงเมื่อไหร่ และควรเตรียมมาตรการรับมืออย่างไร โดยระบบ One Map น้ำเองมีการใช้ข้อมูลเพื่อประเมินพื้นที่เฝ้าระวังล่วงหน้า 24–48 ชั่วโมง
การรับมืออุทกภัยจึงไม่ได้เริ่มต้นเมื่อน้ำเข้าพื้นที่แล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ยังมีสัญญาณความเสี่ยง เพราะยิ่งรู้เร็วเท่าไร หน่วยงานและประชาชนก็ยิ่งมีเวลาสำหรับเตรียมรับมือมากขึ้น
นี่คือบทบาทสำคัญของ One Map น้ำ ที่ไม่ได้เพียงรวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานไว้ในระบบเดียว แต่ยังนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้วิเคราะห์และประเมินพื้นที่เฝ้าระวังล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานและประชาชนมีเวลาเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้มากขึ้น และช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
บทเรียนจากครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าน้ำท่วมแล้วรุนแรงเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วแค่ไหน เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ เวลาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจเป็นเวลาสำคัญสำหรับการเตรียมตัวและลงมือรับมือก่อนที่น้ำจะมาถึง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนเพิ่มมาตรการคุมบุคลากร AI ล่าสุดขยายข้อจำกัดเดินทางไปถึงครอบครัว หวั่นคนเก่งไหลออกนอกประเทศ
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าจีนขยายมาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของบุคลากรในอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์

จีนเพิ่มมาตรการคุมบุคลากร AI ล่าสุดขยายข้อจำกัดเดินทางไปถึงครอบครัว หวั่นคนเก่งไหลออกนอกประเทศ

รัสเซียถล่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยูเครน ค่ายมือถือ-Data Center ตกเป็นเป้า!
