OpenAI กำลังแย่จริงไหม เจาะลึกเบื้องหลังแรงกดดัน ที่หลายคนอาจยังไม่เห็น จากคลิป 9arm OpenAI กำลังน่วม
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

OpenAI กำลังแย่จริงไหม? เจาะลึกเบื้องหลังแรงกดดัน ที่หลายคนอาจยังไม่เห็น [จากคลิป 9arm : OpenAI กำลังน่วม]

Clock Icon

14 พฤษภาคม 2569

เมื่อวานนี้ 9arm ลงคลิปพูดถึง OpenAI ที่กำลังน่วมรอบด้าน ทั้งการเผาเงินที่ไม่มีทีท่าจะหยุด ดีลกับ Microsoft ที่เสียเปรียบมาตั้งแต่ต้น รวมถึงคดีฟ้องร้องจาก Elon Musk และ Anthropic ที่กำลังไล่ตามติดๆ ใครฟังแล้วก็น่าจะรู้สึกว่า OpenAI กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างท้าทายพอสมควร

รับชมวิดีโอต้นฉบับ : [ https://www.youtube.com/watch?v=u68A8tZ8_OU&t=8s

เผาเงินเร็ว ≠ กำลังจะตาย แต่ก็ไม่ใช่สัญญาณที่มองข้ามได้

ตัวเลขในปี 2025 อาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะแค่ช่วงครึ่งแรกของปี OpenAI ก็ขาดทุนจากการดำเนินงานไปแล้วมากกว่า 7.8 พันล้านดอลลาร์

และแม้จะเข้าสู่ปี 2026 สถานการณ์ก็ยังไม่ได้เบาลงมากนัก โดย Fortune ประเมินว่า OpenAI จะยังมีอัตรา Cash Burn หรือ “การใช้เงิน” สูงถึงราว 57% ของรายได้ตลอดปี 2026 และ 2027

สะท้อนว่าบริษัทยังคงต้องทุ่มเงินลงทุนมหาศาล เพื่อรักษาการเติบโตและแข่งขันในตลาด AI ที่ดุเดือดต่อไป

ฟังดูน่ากังวล แต่ก็มีมุมที่ทำให้เราต้องคิดต่อ

การเผาเงินเร็วไม่ได้แปลว่ากำลังจะล้มเสมอไป อย่าง Amazon ขาดทุนมาเกือบสิบปีก่อนที่ AWS จะกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรสูงที่สุดในโลก หรือ Netflix เองที่เคยเผาเงินมหาศาลกับการสร้างคอนเทนต์ จนสุดท้ายโมเดลสมาชิก (subscription) ก็กลายเป็นตัวพลิกเกมของบริษัทในที่สุด

"ขาดทุนอยู่ไหม" หรือ สิ่งที่กำลังลงทุนอยู่ มีโอกาสคืนทุนในอนาคตหรือเปล่า?

และนั่นคือจุดที่ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด เพราะ OpenAI กำลังเดิมพันว่า compute ที่เผาไปทุกวันนี้จะกลายเป็นกำแพงการแข่งขันที่ทำให้คู่แข่งตามได้ยากในอนาคต

ดีล Microsoft คือ สัญญาความเสี่ยงที่มองไม่เห็น?

9arm พูดถึงข้อตกลงระหว่าง OpenAI กับ Microsoft ว่าอาจเป็นดีลที่ OpenAI เสียเปรียบอยู่ไม่น้อย เพราะเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ได้มาในรูปแบบของ “เงินสด” แต่เป็น Cloud Credit หรือเครดิตสำหรับใช้บริการคลาวด์ของ Microsoft แทน

ซึ่งหมายความว่าแม้จะได้รับการสนับสนุนจริง แต่สุดท้าย OpenAI ก็ต้องกลับไปใช้บริการของ Microsoft อยู่ดี อีกทั้งยังมีเงื่อนไขแบ่ง Revenue คืนให้ Microsoft ถึง 20% แบบไม่มีเพดานอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าสนใจมาก เพราะในเดือนเมษายน 2026 OpenAI สามารถเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับ Microsoft ได้สำเร็จ โดยมีการกำหนด “เพดานสูงสุด” ของการแบ่งรายได้ (Revenue Share) ไว้ที่ประมาณ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030

ข้อตกลงใหม่นี้ถูกประเมินว่าจะช่วยให้ OpenAI ลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้ราวๆ 9.7 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับสัญญาเดิม และอีกหนึ่งจุดสำคัญคือ OpenAI ได้สิทธิ์ในการนำโปรดักต์ของตัวเองไปให้บริการผ่าน Cloud Provider รายอื่นได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ Google

แต่ประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ อาจไม่ใช่แค่ “OpenAI เจรจาเก่งแค่ไหน” แต่คือ “ทำไม Microsoft ถึงยอมปรับเงื่อนไข”

คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด อาจเป็นเพราะ Microsoft ยังถือหุ้นใน OpenAI อยู่ในสัดส่วนประมาณ 27% แบบ Diluted คิดเป็นมูลค่าราว 1.35 แสนล้านดอลลาร์ การปล่อยให้ OpenAI เติบโตได้เต็มศักยภาพ จึงอาจสร้างมูลค่าในระยะยาวได้มากกว่าการรักษา Revenue Share ที่กดดันพันธมิตรเอาไว้

และนี่อาจไม่ใช่บทเรียนสำหรับ OpenAI เพียงบริษัทเดียว

ทุกองค์กรที่กำลังทำสัญญากับ AI Platform หรือ Cloud Provider ในวันนี้ ควรเข้าใจว่า “เงื่อนไข” ที่ดูเล็กน้อยในวันที่ธุรกิจยังไม่โต อาจกลายเป็นภาระมหาศาลในอนาคตได้ โดยเฉพาะสัญญาที่ไม่มีการกำหนดเพดาน เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง ต้นทุนในการถอนตัวอาจสูงเกินกว่าจะย้อนกลับได้แล้ว

ประเด็นกับ Elon Musk : เมื่ออุดมการณ์ปะทะผลกำไร?

คดีระหว่าง Elon Musk กับ OpenAI คืออีกหนึ่งประเด็นที่ 9arm มองว่าน่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่คดีธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง “อุดมการณ์” กับ “โมเดลธุรกิจ”

Elon Musk ฟ้อง Sam Altman และ OpenAI โดยอ้างว่าองค์กรได้เบี่ยงเบนจากพันธกิจดั้งเดิม ที่เคยตั้งใจจะพัฒนา AI ในรูปแบบ non-profit เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร

คดีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาจริงในช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณากลับน่าสนใจกว่าที่หลายคนคาด

หนึ่งในช่วงที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการที่ Elon Musk ยอมรับบนแท่นพยานว่า xAI บริษัท AI ของตัวเอง มีการใช้โมเดลของ OpenAI ในการช่วยเทรน Grok ผ่านเทคนิคที่เรียกว่า Distillation ซึ่งทำให้คนในห้องพิจารณาหลายคนถึงกับอึ้ง เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในคนที่วิจารณ์ OpenAI อย่างหนักมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายจำนวนมากก็มองว่าคดีของ Musk ค่อนข้างอ่อน และมีแนวโน้มจะแพ้มากกว่าชนะ

แต่ต่อให้ผลลัพธ์ของคดีจะออกมาแบบไหน คำถามสำคัญที่คดีนี้โยนไว้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

เส้นแบ่งระหว่าง “การสร้าง AI เพื่อมนุษยชาติ” กับ “การสร้าง AI เพื่อผลกำไร” จริงๆ แล้วอยู่ตรงไหน?

เพราะในความเป็นจริง บริษัท AI แทบทุกแห่งกำลังเดินอยู่บนเส้นบางๆ นี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Anthropic ที่แม้จะเป็นบริษัทแบบ for-profit แต่ก็พูดเรื่อง AI Safety อย่างจริงจัง หรือ Google DeepMind ที่พยายามรักษาภาพของการวิจัยเพื่อประโยชน์ระยะยาวควบคู่ไปกับการแข่งขันทางธุรกิจ

และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่า “อุดมการณ์” กับ “ผลกำไร” จะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้ว โลกของ AI จะบังคับให้ทุกคนต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งในที่สุด

Anthropic กำลังกลายเป็นมากกว่า “คู่แข่งของ OpenAI”

9arm พูดถึงว่า Anthropic กำลังเติบโตแซงหน้า OpenAI ทั้งในแง่ revenue projection และ margin ที่ดีกว่า และตัวเลขล่าสุดก็ดูเหมือนจะยืนยันสิ่งนั้น

รายได้แบบ Annualized Revenue ของ Anthropic พุ่งจากประมาณ 87 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2024 ไปแตะระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026 โดย Dario Amodei ซีอีโอของบริษัท ยอมรับว่าตัวเลขนี้สูงกว่าที่บริษัทเคยคาดการณ์ไว้ถึง 8 เท่า

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก Claude Code เครื่องมือ AI สำหรับนักพัฒนา ที่เพียงโปรดักต์เดียวก็สร้างรายได้แบบ Annualized ได้ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Anthropic ถูกมองว่ามี Margin ดีกว่า OpenAI มาจากแนวทางธุรกิจที่ต่างกันตั้งแต่ต้น

คือ Anthropic เลือกโฟกัสตลาด B2B และ Enterprise เป็นหลัก ขณะที่ OpenAI เริ่มจากตลาด Consumer ก่อน แล้วค่อยขยายเข้าสู่ Enterprise ในภายหลัง

ผลลัพธ์คือ Anthropic คาดการณ์ Gross Margin ไว้ที่ประมาณ 50% ภายในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นถึง 77% ในปี 2028 ขณะที่ OpenAI ถูกประเมินว่า Margin ลดลงมาอยู่ราว 33% หลังต้นทุนด้าน Inference เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในปี 2025

ขณะเดียวกัน Epoch AI ยังประเมินว่า Anthropic มีโอกาสแซง OpenAI ในแง่ Annualized Revenue ภายในช่วงปี 2026 อีกด้วย

ถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง คำถามสำคัญของวงการ AI อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

จากเดิมที่หลายคนถามว่า “ChatGPT ยังเป็น Default Choice ของโลก AI อยู่ไหม” อาจกลายเป็นว่า

“ใครมีรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแรงพอจะเป็นแกนหลักของโลก AI ในระยะยาว”

แล้ว OpenAI จะเป็นยังไงต่อจากนี้?

คำตอบจริงๆ คือยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเป็นยังไงต่อไป แม้แต่ตัวของ OpenAI เอง

แต่สิ่งที่เห็นได้ในตอนนี้คือ บริษัทกำลังเลือกเดินในเส้นทางที่ต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เวลา และทรัพยากรจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

หากแนวทางนี้ได้ผล OpenAI อาจกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของโลก AI ในอนาคต

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากอุตสาหกรรมพัฒนาไปในทิศทางที่ใช้ต้นทุนน้อยลง หรือมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเปลี่ยนเกมได้เร็ว สมดุลของตลาดก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

และระหว่างที่ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โลกก็ยังคงจับตาดูว่า OpenAI, Anthropic, Google และผู้เล่นรายอื่น จะพาอุตสาหกรรม AI เดินไปในทิศทางไหนต่อจากนี้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่กำลังแข่งขันกันอยู่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของโมเดลที่เก่งที่สุด แต่รวมถึงโมเดลธุรกิจ โครงสร้างต้นทุน และความสามารถในการเติบโตระยะยาวของแต่ละบริษัทด้วย

ที่มา : 9arm YouTube, Fortune, VentureBeat, OpenAI, MIT Technology Review, Epoch AI

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรุปประเด็นด้านเทคโนโลยีที่โลกจับตา_ในวงสนทนา_ทรัมป์_สีจิ้นผิง
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สรุปประเด็นด้านเทคโนโลยีที่โลกจับตา ในวงสนทนา ทรัมป์-สีจิ้นผิง

การเดือนทางเยือนจีน ของ ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ พร้อมเหล่า CEO ระดับโลก อย่าง Elon Musk, Tim Cook, Larry Fink และ Jensen Huang กลายเป็นที่จับตาของทั่วโลก

clock40 นาทีที่แล้ว
ไทยควรฝากอนาคต_E_Commerce_ไว้กับแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงไม่กี่เจ้าจริงหรอ

ไทยควรฝากอนาคต E-Commerce ไว้กับแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงไม่กี่เจ้าจริงหรอ?

clock52 นาทีที่แล้ว
Nvidia_ลุ้นกลับมาขายชิป_AI_ให้จีน_หลังสหรัฐฯอนุมัติให้บริษัทจีนราว_10_แห่ง_สั่งซื้อชิป_AI_อย่าง_H200_ได้
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Nvidia ลุ้นกลับมาขายชิป AI ให้จีน! หลังสหรัฐฯอนุมัติให้บริษัทจีนราว 10 แห่ง สั่งซื้อชิป AI อย่าง H200 ได้

clock2 ชั่วโมงที่แล้ว