
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่เพียง 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งยังห่างจากเกณฑ์ “ประเทศรายได้สูงที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ที่ 14,375 ดอลลาร์ต่อปี
แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อหัวของคนไทยให้แตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีภายใน 12 ปีข้างหน้า แต่โจทย์สำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ยังพึ่งพาแรงงานและการรับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก ขณะที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยเองยังมีจำกัด การจะขยับไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงก็ล้วนต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และที่สำคัญคือคนที่มีทักษะสูง
⚫ ถ้าคุณภาพคนไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนได้อย่างไร
ในทางเศรษฐศาสตร์ “ทุนมนุษย์” หรือ Human Capital คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทว่า ตอนนี้ไทยกลับกำลังเผชิญ “วิกฤตการศึกษา 5 ด้าน” ตั้งแต่คุณภาพผู้เรียนที่ถดถอย กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โรงเรียนยังมีอิสระในการบริหารไม่มากพอ นโยบายการศึกษาไม่ต่อเพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง และยังขาดแผนแม่บทการศึกษาที่ชัดเจนในระยะยาว
ข้อมูลผลสอบ PISA ระหว่างปี 2000-2022 สะท้อนปัญห่นี้ได้อย่างชัดเจน เพราะนักเรียนไทยกว่า 70% อยู่ในระดับทักษะ 1-2 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต และการทำงานในโลกยุคใหม่ ส่วนนักเรียนไทยที่อยู่ในระดับสูงสุด 5-6 ก็มีไม่ถึง 1% เท่านั้น ต่างจากกลุ่มประเทศ OECD ที่มีนักเรียนมากกว่า 70% อยู่ในระดับ 3-6
และเมื่อทุนมนุษย์เป็นฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านทักษะจึงกลายเป็นข้อจำกัดต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
⚫ แล้วไทยจะสร้างคนที่มีทักษะมากพอให้เศรษฐกิจโตไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เพราะการสร้างคนหนึ่งคน ล้วนเกี่ยวข้องตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย การพัฒนาทักษะใหม่ การวิจัยและนวัตกรรม เทคโนโลยี AI ไปจนถึงตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มองว่า แม้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะใช้มานานถึง 27 ปี แต่ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น
จึงเสนอให้รื้อโครงสร้างกฎหมายการศึกษาใหม่ทั้งหมด พร้อมแยก พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทิศทางชัดเจนและขับเคลื่อนได้ตรงจุดมากขึ้น พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ “ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์” เพื่อเชื่อมการทำงานของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
กระทรวงแรงงาน
กระทรวงมหาดไทย
พร้อมใช้ระบบข้อมูลกลาง หรือ Intelligence Platform เพื่อให้เห็นข้อมูลตั้งแต่การศึกษา ทักษะแรงงาน ความต้องการของตลาด ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานรัฐทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเชื่อมการพัฒนาคนตั้งแต่ ห้องเรียน การสร้างทักษะ การมีงานทำ การเพิ่มรายได้ ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ
เพราะหากรัฐลงทุนด้านการศึกษาโดยไม่รู้ว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร สุดท้ายก็อาจเกิดปัญหาเดิม คือผลิตคนออกมาแล้วทักษะไม่ตรงกับงาน ขณะที่ภาคธุรกิจกลับขาดแคลนคนที่มีทักษะที่ต้องการ
⚫ จากโรงเรียนที่รอนโยบาย สู่โรงเรียนที่ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียน
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการลดการรวมศูนย์อำนาจด้านการศึกษา โดยแยกเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ และให้อำนาจโรงเรียนตัดสินใจได้มากขึ้น ทั้งการออกแบบหลักสูตร พัฒนาครู และบริหารโรงเรียนให้เหมาะกับความต้องการของนักเรียนและบริบทของแต่ละพื้นที่
แนวคิดนี้ต้องการให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารมากขึ้น และเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจตัดสินใจจริง แทนที่จะใช้ระบบการศึกษาแบบเดียวกันทั่วประเทศ แล้วให้โรงเรียนรอคำสั่งจากส่วนกลาง
แต่การกระจายอำนาจ ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละโรงเรียนจะกำหนดทุกอย่างได้เอง เพราะยังต้องมีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่ทำให้ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่
⚫ เมื่อ AI เข้ามา โรงเรียนต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น
อีกข้อเสนอคือการเพิ่ม “หมวด AI” ไว้ในกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ เพื่อกำหนดให้ชัดว่าโรงเรียนและครูควรใช้ AI อย่างไร เพื่อวางแนวทางการใช้ AI ในการศึกษาให้เหมาะสมและปลอดภัย พร้อมลดความเสี่ยงที่ AI จะกลายเป็นช่องว่างทางการศึกษารูปแบบใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้รัฐดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากขึ้น สร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น หากคนไทยยังขาดทักษะที่เศรษฐกิจต้องการ การเติบโตก็อาจเกิดขึ้นได้เพียงชั่วคราว และไทยก็ยังเสี่ยงติดอยู่กับงานที่ใช้แรงงานมาก แต่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ
ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแก้ปัญหาในโรงเรียน แต่ต้องมองให้ไกลถึง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
เพราะการลงทุนกับคนอาจเห็นผลช้า แต่หากทำถูกทาง ก็อาจเป็นการลงทุนที่กำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยได้ยาวที่สุดเช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ AI เข้ามาขับเคลื่อนบริการภาครัฐ ข้อมูลประชาชนจะปลอดภัยแค่ไหน?
ปัจจุบัน ไทยกำลังเดินหน้าสู่ AI-Driven Government หรือการนำ AI เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานและให้บริการประชาชน

