SME ไทย เจอ วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อหนี้เพิ่ม แต่เงินทุนหาย กำไรหด โรงงานปิดมากกว่าเปิด
facebook Iconx Iconline Icon

เศรษฐกิจ - การลงทุน

SME ไทย เจอ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เมื่อหนี้เพิ่ม แต่เงินทุนหาย กำไรหด โรงงานปิดมากกว่าเปิด

Clock Icon

14 สิงหาคม 2569

ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงปัญหาของธุรกิจ SME ไทย หลายคนอาจนึกถึงเรื่องของ เงินทุน หรือ หนี้สิน เป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้วผู้ประกอบการกำลังเจอแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ต้นทุนสูงขึ้น กำไรก็ลดลง ไปจนถึงการแข่งขันที่รุนแรง

ขณะเดียวกันก็ยังต้องรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน เปรียบเทียบเศรษฐกิจปัจจุบันว่าเป็น "วิกฤตต้มยำกุ้งกลับข้าง"

เพราะภาคการเงินตอนนี้มี จะมีความแข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองมากกว่าช่วงปี 2540 อย่างชัดเจน แต่กลับกัน ภาคการคลังและหนี้สินครัวเรือนกลับกำลังแบกรับภาระอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางความท้าทายจากหลายปัจจัย

เมื่อ SME ต้องการเงินมากขึ้น แต่ธนาคารกลับปล่อยกู้น้อยลง

หนึ่งในสัญญาณที่น่ากังวลคือสถานการณ์สินเชื่อของ SME ไทย ที่ธุรกิจขนาดเล็กกำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดย NPL ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.5% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่เพียงประมาณ 1.5%

ขณะเดียวกัน สินเชื่อ SME เองก็หดตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 69 สินเชื่อหดตัวถึง 4% และเป็นการหดตัวต่อเนื่องถึง 15 ไตรมาส

โดยตัวเลขเหล่านี้ กำลังเชื่อมโยงกันเป็นวงจรที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดยากขึ้น เพราะเมื่อธุรกิจต้องการเงินทุนเพื่อประคองกิจการ แต่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก สภาพคล่องจึงเริ่มตึงตัว ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และท้ายที่สุดก็มีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้น

เมื่อความเสี่ยงของ SME สูงขึ้น สถาบันการเงินก็ยิ่งต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ธุรกิจที่กำลังต้องการเงินทุนก็ยิ่งเข้าถึงเงินได้ยากขึ้นอีก กลายเป็นปัญหาที่วนกลับมาซ้ำเดิม

โรงงานปิดมากกว่าเปิด สัญญาณเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม

อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันต่อภาคธุรกิจได้ชัดเจน คือจำนวนโรงงานที่เปิดและปิดตัวลง
เพราะเมื่อเทียบกันแล้วจะพบว่า ไตรมาสแรกของปี 69 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 148 แห่ง

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานปิดตัวไปถึง 163 แห่ง ทำให้จำนวนโรงงานปิดมากกว่าโรงงานเปิดเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนว่าหลายธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดั้งเดิม กำลังเผชิญแรงกดดันจนต้องลดหรือปิดกิจการ ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมีทั้งพลาสติก อาหาร โลหะ เครื่องจักร ยาง และไม้

อีกเรื่องที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ “กำไรที่บางลง”

การที่ธุรกิจยังเปิดดำเนินการอยู่ ไม่ได้แปลว่าธุรกิจยังแข็งแรงเสมอไป เพราะหากรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรก็จะค่อยๆ ลดลง และเมื่อเงินเหลือจากการดำเนินธุรกิจน้อยลง ผู้ประกอบการก็ยิ่งมีเงินสำหรับลงทุน ขยายกิจการ หรือปรับตัวรับการแข่งขันและเทคโนโลยีใหม่ๆ น้อยลงตามไปด้วย

ข้อมูลปี 68 พบว่า MSME ไทยมี Net Profit Margin เฉลี่ยเพียง 0.9% ซึ่งลดลงจาก 1.2% ในปีก่อน หากจะให้เห็นภาพ คือขายของได้ 100 บาท สุดท้ายเหลือกำไรไม่ถึง 1 บาท ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีอัตรากำไรเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 5.3%

ทำให้เห็นถึงความต่างของความสามารถในการแข่งขันได้ชัดเจน เพราะธุรกิจขนาดใหญ่มีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี บุคลากร และอำนาจต่อรองที่มากกว่า แต่ SME ต้องรับภาระต้นทุนหลายด้านด้วยตัวเอง เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวหรือต้นทุนสูงขึ้น กำไรจึงถูกบีบได้ง่ายกว่า


SME ไทยไม่ได้ขาดแค่เงิน แต่กำลังขาดความสามารถในการแข่งขัน?

ตรงนี้อาจเป็นหัวใจสำคัญของปัญหา SME ไทย เพราะถ้ามองว่าการขาดเงินคือปัญหาหลัก การแก้ก็อาจจบที่การเพิ่มสินเชื่อหรือพักหนี้ แต่ถ้าธุรกิจยังขายไม่ได้ ต้นทุนสูง และแข่งขันไม่ได้ การเพิ่มหนี้ไปก็ไม่ได้ทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น

วันนี้ SME ไทยต้องรับมือทั้งสินค้านำเข้า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การเข้าสู่ยุคดิจิทัล และ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว ดังนั้นโจทย์ของ SME คือการปรับตัวให้ธุรกิจยังแข่งขันและอยู่รอดได้ในตลาดที่เปลี่ยนเร็วขึ้น


AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ SME ต้องใช้เพื่อความอยู่รอด?

หนึ่งในโจทย์สำคัญของ SME ไทยวันนี้ คือการนำ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยธุรกิจ เพราะ AI สามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ วิเคราะห์ลูกค้า ทำการตลาด และช่วยให้งานที่เคยต้องใช้คนหลายคนทำได้ง่ายขึ้น

แต่ SME จำนวนไม่น้อยยังติดข้อจำกัดทั้งเรื่องเงินลงทุน ความรู้ และบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี ทำให้การนำ AI มาใช้ยังไม่ใช่เรื่องง่าย

การผลักดัน AI สำหรับ SME จึงควรไปไกลกว่าการสอนให้ใช้เพียงเครื่องมืออย่าง ChatGPT แต่ต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นว่า AI จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงไหน ลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้อย่างไร และทำอย่างไรให้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจาก “ช่วยให้รอด” เป็น “ช่วยให้แข่งขันได้”

การแก้ปัญหา SME ไทยจึงอาจต้องเปลี่ยนจากการคิดแค่ว่าจะช่วยไม่ให้ธุรกิจล้มได้อย่างไร เป็นทำยังไงให้ธุรกิจกลับมาแข่งขันได้ แนวทางจึงต้องไปไกลกว่าการเติมเงิน แต่ต้องครอบคลุมทั้งการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน สนับสนุนการนำ AI และนวัตกรรมมาใช้ ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

รวมถึงเชื่อม SME เข้ากับ Supply Chain และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เช่น Digital Economy, Green Economy และเทคโนโลยีขั้นสูง เพราะหาก SME ยังทำธุรกิจด้วยวิธีเดิมในวันที่ตลาดเปลี่ยนไปแล้ว การอัดเงินเข้ามาช่วย ก็อาจต่อลมหายใจต่อได้แค่ระยะสั้นๆ แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้กลับมาแข็งแรงและแข่งขันได้ในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดตัวเลข_Digital_GDP_ไทยปี_2569_โต_5_7_ล้านล้านบาท_คาดเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นแท่นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ

เปิดตัวเลข Digital GDP ไทยปี 2569 โต 5.7 ล้านล้านบาท คาดเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นแท่นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) คาดการณ์ว่า Digital GDP ของไทยในปี 2569 จะขยายตัว 5.6% หรือมีมูลค่าประมาณ 5.7 ล้านล้านบาท สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยโดยรวมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ถึงประมาณ 2.2 เท่า

clock13 ชั่วโมงที่แล้ว
ดัชนีอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยฟื้นตัวแรง_พุ่งแตะ_48_4_รับอานิสงส์_AI_Data_Center

ดัชนีอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยฟื้นตัวแรง! พุ่งแตะ 48.4 รับอานิสงส์ AI–Data Center

clock1 วันที่แล้ว
BOI_ดันอุตสาหกรรมไทยสู่_Smart_Green_เผยลงทุน_1_397_โครงการ_มูลค่ากว่า_1_46_แสนล้าน

BOI ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ “Smart & Green” เผยลงทุน 1,397 โครงการ มูลค่ากว่า 1.46 แสนล้าน

clock1 วันที่แล้ว