
สังคม
เมื่อสหรัฐฯ คุมการส่งออกชิป จีนจะสร้าง AI Ecosystem ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA ได้ไหม?
20 ตุลาคม 2569
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนกำลังขยายตัวจากการแข่งขันด้านสินค้าและเศรษฐกิจ ไปสู่การแย่งชิงความได้เปรียบในด้านเทคโนโลยีที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต อย่าง AI
ซึ่งทั้งสองประเทศไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครจะพัฒนาโมเดลได้ฉลาดกว่า แต่รวมไปถึงว่าใครจะควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้ได้มากกว่ากัน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของสหรัฐฯ คือมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงและอุปกรณ์สำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน
โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการเพิ่มเติมในเดือน ม.ค. 2025 เพื่อจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและป้องกันการส่งต่อชิปไปยังปลายทางที่ถูกจำกัดมาตรการนี้มีเป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ พร้อมสร้างข้อจำกัดให้บริษัทจีน ที่ต้องการเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับฝึกฝนโมเดล AI และพัฒนาระบบประมวลผลขนาดใหญ่ เพราะชิปเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนา AI
เมื่อการเข้าถึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศไม่แน่นอน การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศจึงกลายเป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญของจีน เพื่อสร้างความเป็นอิสระในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จีนไม่ได้ต้องการแค่ชิป แต่ต้องการ “ระบบที่เป็นของตัวเอง”
หนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการเดินเกมแข่งขันครั้งนี้คือ Huawei ซึ่งพัฒนาชิป AI ตระกูล Ascend เพื่อรองรับงานประมวลผล AI โดยเฉพาะ ขณะที่ DeepSeek เป็นบริษัท AI ที่พัฒนาโมเดลและเครื่องมือซอฟต์แวร์สำหรับการประมวลผล
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อล่าสุด DeepSeek ประกาศพัฒนาเครื่องมือเขียนโปรแกรมให้รองรับชิป Ascend ของ Huawei โดยเฉพาะ พร้อมเปิดซอร์สโค้ดของโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำไปศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้
ระบบนี้ครอบคลุมทั้งไลบรารีสำหรับการคำนวณและการสื่อสารระหว่างชิป นอกจากนี้ Huawei และ DeepSeek ยังร่วมกันพัฒนาระบบ Supernode ที่ใช้ชิป Ascend 950 จำนวน 128 ตัว โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลและการรับส่งข้อมูลระหว่างชิป
อีกทั้ง Huawei ไม่ได้มุ่งพัฒนาเฉพาะชิป Ascend แต่ยังพัฒนาระบบที่เชื่อมโยงกันและสามารถศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่ เช่น Supernode และ Supercluster เพื่อให้หน่วยประมวลผลจำนวนมากทำงานเป็นระบบเดียวกันได้ พูดง่ายๆคือเป้าหมายของจีนคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้บริษัทภายในประเทศสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ได้ แม้จะไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่เหมือนในอดีตก็ตาม
“CUDA” กำแพงสำคัญของ Nvidia ที่จีนต้องข้ามให้ได้
แม้จีนจะสามรถพัฒนาชิป AI ของตัวเองได้แล้ว แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ซอฟต์แวร์ของ NVIDIA ที่จุดแข็งของบริษัทไม่ได้มีแค่ GPU ประสิทธิภาพสูง แต่คือ CUDA แพลตฟอร์มพัฒนาโปรแกรมที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งถูกใช้ในงานวิจัยและโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก
เมื่อหลายองค์กรลงทุนสร้างระบบบน GPU ของ NVIDIA มาหลายปี การย้ายไปใช้ชิปค่ายอื่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องปรับซอฟต์แวร์ ทดสอบความเร็วและความเสถียรใหม่ทั้งหมด นี่คือ Ecosystem Lock-in ที่ทำให้การเปลี่ยนค่ายมีต้นทุนสูงทั้งเวลา เงินลงทุน และบุคลากร
การที่ DeepSeek เปิดซอร์สเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่รองรับชิป Ascend ของ Huawei จึงเป็นความพยายามลดอุปสรรคในการย้ายออกจากระบบของ NVIDIA และเปิดทางให้นักพัฒนารายอื่นร่วมต่อยอด หากมีผู้ใช้งานและผู้ร่วมพัฒนามากพอ ระบบนี้ก็อาจขยายเป็นระบบนิเวศที่แข่งขันได้จริง
ตัวเลขเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในตลาดของจีน
ความพยายามที่ว่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นได้จากข้อมูลตลาด โดยรายงานของ IDC ชี้ให้เห็นช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ส่วนแบ่งตลาดชิป AI สำหรับ Data Center ของ NVIDIA ในจีน ลดลงเหลือเพียง 34% ขณะที่ Huawei กลับมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็น 28%
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า Huawei กำลังลดช่องว่างกับ NVIDIA ในตลาดจีน โดยส่วนแบ่งตลาดของทั้งสองบริษัทต่างกันเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จีนมีการจัดส่งชิปเร่งการประมวลผล AI รวมกว่า 2.008 ล้านหน่วย โดยชิปประเภทที่ไม่ใช่ GPU แบบดั้งเดิมมีจำนวนประมาณ 1.016 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นเกือบ 80% จากปีก่อน และมีจำนวนมากกว่า GPU ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 991,000 หน่วย
สะท้อนให้เห็นว่า ตลาด AI ของจีนกำลังเปิดรับชิปประมวลผลประเภทอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะชิปที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานเฉพาะด้าน เช่น การนำโมเดลที่ฝึกเสร็จแล้วไปใช้งานจริง (Inference) ไม่ได้จำกัดอยู่กับ GPU เพียงประเภทเดียว
ที่เห็นได้ชัดคือ การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจากการเปรียบเทียบว่าใครมีชิปที่แรงกว่า ไปสู่คำถามว่า ใครสามารถนำชิปจำนวนมากมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานนำกำลังประมวลผลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริง
จากทางเลือกของจีน สู่ทางเลือกของโลก?
หากจีนสร้าง AI Ecosystem ของตัวเองได้สำเร็จ การแข่งขันอาจไม่จำกัดอยู่แค่ตลาดในประเทศ แต่อาจเปลี่ยนทางเลือกของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่ต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพัฒนา AI ของตนเองด้วย
เพราะการพัฒนา AI ต้องใช้เงินลงทุนสูงทั้งชิป Data Center พลังงาน และบุคลากร หากมีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพพอและราคาแข่งขันได้ ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งได้ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้อาจยังไม่เกิดเร็วๆนี้ เพราะความได้เปรียบของ NVIDIA ไม่ได้มีแค่ฮาร์ดแวร์ แต่รวมถึง CUDA เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา และความคุ้นเคยของอุตสาหกรรมที่สะสมมานาน
ขณะที่ระบบของ Huawei ยังต้องพิสูจน์ทั้งการรองรับงานที่หลากหลาย ความเสถียร และความคุ้มค่าเมื่อใช้งานในระดับใหญ่ อีกทั้งการเลือกเทคโนโลยีจากจีนหรือสหรัฐฯ ยังเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านการส่งออก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความปลอดภัยของข้อมูล และการพึ่งพาผู้ให้บริการในระยะยาว
สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ว่าจีนจะไล่ตาม NVIDIA ได้เร็วแค่ไหน และความพยายามนี้จะทำให้ตลาด AI มีทางเลือกด้านชิป ซอฟต์แวร์ และระบบประมวลผลเพิ่มขึ้น จนลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้ผลิตรายเดียวหรือประเทศใดประเทศหนึ่งได้หรือไม่
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยจับมือ UN-ESCAP ดันไทยสู่เศรษฐกิจอวกาศเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมเล็งพัฒนา Spaceport
รัฐบาลเดินหน้าผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN-ESCAP)

ไทยจับมือ UN-ESCAP ดันไทยสู่เศรษฐกิจอวกาศเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมเล็งพัฒนา Spaceport

เมื่อ Tesla สร้างรถบินได้ หรือนี่คือสัญญาณของ Paradigm Shift ครั้งใหม่?
