
รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) มักถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์น้ำมัน เพราะไม่มีควันจากท่อไอเสีย และปล่อยก๊าซคาร์บอนระหว่างการใช้งานน้อยกว่า
แต่เบื้องหลังรถ EV ที่วิ่งได้อย่างเงียบเชียบ ยังมีขั้นตอนอีกมากที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ตั้งแต่การทำเหมืองแร่เพื่อนำมาผลิตแบตเตอรี่ การผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ การประกอบรถยนต์ ไปจนถึงการผลิตไฟฟ้าที่ใช้สำหรับชาร์จรถ
หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคันไม่ได้เกิดขึ้นจากโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งทรัพยากร พลังงาน และกระบวนการผลิตจำนวนมากที่เชื่อมโยงกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
แล้วกว่าจะเป็นรถ EV 1 คัน โลกต้องแลกอะไร และได้อะไรกลับคืนมา?
🔴 ห่วงโซ่แรกของรถยนต์ไฟฟ้า
เส้นทางของรถ EV เริ่มต้นจากการสกัดแร่สำคัญอย่างลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน
กระบวนการทำเหมืองและแปรรูปแร่เหล่านี้ต้องใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรในปริมาณมาก จึงก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ได้กลับมาคือแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน รถ EV
🔴 ต้นทุนคาร์บอนที่เกิดขึ้นก่อนการใช้รถ?
งานวิจัยจาก Duke University พบว่า เมื่อพิจารณาตลอดวงจรชีวิตการใช้งาน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine : ICE) ประมาณ 30% ในช่วง 2 ปีแรก เนื่องจากการผลิตแบตเตอรี่และตัวรถต้องใช้พลังงานมากกว่า
แต่เมื่อระยะเวลาการใช้งานเพิ่มขึ้น การปล่อย CO₂ สะสมของ EV จะค่อยๆ ต่ำกว่ารถยนต์น้ำมัน และความแตกต่างดังกล่าวจะยิ่งชัดเจนขึ้นในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวอ้างอิงบริบทของสหรัฐอเมริกา โดยใช้แบบจำลอง GCAM-USA ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโครงข่ายไฟฟ้าจะค่อยๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลลงในอนาคต
ดังนั้น ตัวเลข 30% และระยะเวลา 2 ปี จึงควรถูกมองเป็นแนวโน้มเชิงเปรียบเทียบ มากกว่าจะเป็นค่าที่สามารถนำไปใช้แทนทุกประเทศได้โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาผลกระทบของ EV จึงต้องมองต่อไปถึงแหล่งที่มาของไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
🔴 พลังสะอาดของ EV เริ่มต้นที่โรงไฟฟ้า?
ทุกครั้งที่เสียบสายชาร์จ รถ EV ไม่ได้ดึงพลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่ดึงพลังงานจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศด้วย
ซึ่งมีสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานคาร์บอนต่ำแตกต่างกันไป ความแตกต่างนี้เองที่กำหนดว่า EV จะมีการปล่อยคาร์บอนทางอ้อมมากน้อยเพียงใด
และก็หมายความว่า การปล่อยคาร์บอนของ EV ไม่ได้หายไป แต่ย้ายตำแหน่งจากท่อไอเสียหน้าบ้าน ไปอยู่ที่โรงไฟฟ้าแทน
แต่ EV มีข้อได้เปรียบสำคัญคือ รถคันเดิมจะปล่อยคาร์บอนน้อยลงได้เองในอนาคต หากระบบไฟฟ้าของประเทศสะอาดขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่ ต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปที่ระดับการปล่อยคาร์บอนแทบคงเดิมตลอดอายุการใช้งาน
🔴 สิ่งที่ EV ได้มา และเสียไป
EV ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ไร้ต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการย้ายจุดที่เกิดผลกระทบไปอยู่ในแต่ละช่วงของวงจรชีวิต ตั้งแต่เหมืองแร่ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงแหล่งผลิตไฟฟ้า
แต่ผลกระทบเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงได้เมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบพลังงานพัฒนาขึ้น ขณะที่ข้อดีด้านการลดมลพิษทางอากาศในเมืองเกิดขึ้นได้ทันที เพราะตัวรถไม่มีการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียระหว่างการใช้งาน
เมื่อมองตลอดทั้งวงจร EV จึงเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างผลกระทบที่เกิดขึ้น "ต้นทาง" กับประโยชน์ที่เกิดขึ้น "ปลายทาง"
นั่นคือ การใช้ทรัพยากรและปล่อยคาร์บอนมากขึ้นในช่วงการผลิต เพื่อแลกกับการลดการใช้น้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศในเมือง และเปิดโอกาสให้การปล่อยคาร์บอนลดลงได้มากขึ้นในอนาคต
สุดท้ายแล้ว กว่าจะเป็นรถ EV หนึ่งคัน โลกต้องแลกกับอะไรบ้าง คำตอบอาจไม่ใช่สิ่งเดียว แต่คือหลายต้นทุนที่ต้องยอมรับ เพื่อแลกกับปลายทางที่อาจดีกว่าเดิม
รถ EV จึงอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และจะยิ่งมีประสิทธิภาพต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมื่อระบบพลังงานสะอาดเติบโตและขยายตัวควบคู่กันไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Data Center ใต้ทะเล นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือแนวคิดที่ยังเร็วเกินไป?
จากทรัพยากรธรรมชาติ สู่ขุมทรัพย์ของ Data Center เมื่อ Data Center ไม่ได้อยู่บนผืนดินอีกต่อไป แต่ถูกย้ายลงไปใต้น้ำ หลายคนคงเริ่มตั้งคำถามว่าล้ำสมัย นี้เป็นเพียงทางออกชั่วคราวหรือเปล่า?

