
หลังมีข่าว Meta เตรียมเลิกจ้างพนักงานกว่า 8,000 คน ไม่กี่วันก่อน ล่าสุดทาง Meta ก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกจ้างครั้งนี้กับทาง Bloomberg แล้ว
โดยจะเริ่มวันที่ 20 พฤษภาคม และ ยกเลิกแผนรับคนเพิ่มในตำแหน่งที่เปิดไว้ 6,000 ตำแหน่ง ซึ่งบอกว่าจำเป็นต้องทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และโฟกัสไปที่ Generative AI มากขึ้น ซึ่งเป็นด้านที่ Meta ยังตามหลัง OpenAI, Google และ Anthropic
ก่อนหน้านี้ CNBC รายงานว่า เดือนมกราคม Meta ปลดพนักงานประมาณ 10% ที่ทำงานในโครงการ Metaverse โดยมีพนักงานราว 1,000 คนในหน่วย Reality Labs ถูกเลิกจ้าง ต่อมาในเดือนมีนาคม Meta ปลดพนักงานอีกหลายร้อยคนในหลายหน่วยงาน เช่น Facebook, Reality Labs, ฝ่ายปฏิบัติการทั่วโลก และฝ่ายขาย
นอกจากนี้ เดือนที่แล้ว Meta ยังบอกว่าจะลดการใช้ผู้ให้บริการภายนอกและผู้รับเหมาที่เคยดูแลงานตรวจสอบเนื้อหา แล้วหันไปใช้เทคโนโลยี AI แทน
กระแสปลดพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นกับ Meta เพียงรายเดียว แต่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องปรับตัวกับยุค AI โดย Microsoft ยืนยันว่าจะเสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกให้พนักงานบางส่วนในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของบริษัท โดยมีพนักงานในสหรัฐฯ ประมาณ 7% ที่เข้าเกณฑ์ได้รับข้อเสนอนี้ ส่วน Amazon ประกาศเมื่อเดือนมกราคมว่าจะปลดพนักงานสายองค์กรประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ถือเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่รอบที่สอง นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว
โดย Meta ระบุในรายงานประจำปีล่าสุดว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทมีพนักงานทั่วโลก 78,865 คน ลดลงจาก 86,482 คนในช่วงปลายปี 2022 หลังจากก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเคยเร่งจ้างงานจำนวนมากในช่วงหลังโควิด-19 และช่วงสิ้นปี 2020 Meta มีพนักงานทั่วโลกกว่า 58,604 คน
ซึ่งเป้าหมายหลักของ Mark Zuckerberg ตอนนี้คือการทำให้ Meta แข็งแกร่งขึ้นในด้าน AI โดยเมื่อต้นเดือน บริษัทเปิดตัวโมเดล AI สำคัญรุ่นแรก หลังจากดึงตัว Alexandr Wang จาก Scale AI เข้ามาร่วมงานเมื่อเดือนมิถุนายน
และสัปดาห์นี้ Meta ยังแจ้งพนักงานว่า บริษัทกำลังใช้เครื่องมือติดตามพนักงานชื่อ Model Capability Initiative เพื่อเก็บข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ทำงานของพนักงาน ข้อมูลที่เก็บรวมถึงการกดแป้นพิมพ์และการคลิกเมาส์ ซึ่งโฆษก Meta บอกว่าว่าข้อมูลนี้จำเป็นต่อการฝึก AI Agents อีกด้วย
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

YouTube ขยายฟีเจอร์ AI “Likeness Detection” ให้คนดังสั่งลบคลิป Deepfake ได้แล้ว
YouTube ประกาศขยายฟีเจอร์ AI “Likeness Detection” อย่างเป็นทางการ โดยล่าสุดได้เปิดให้กลุ่มอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น เอเจนซี ผู้จัดการศิลปิน และคนดัง สามารถเข้าถึงเครื่องมือนี้แล้ว

YouTube ขยายฟีเจอร์ AI “Likeness Detection” ให้คนดังสั่งลบคลิป Deepfake ได้แล้ว

สร้างเว็บแอปจดงานด้วย AI บน Mac โดยไม่ต้องเขียนโค้ด 2026 [ง่ายๆ ใน 10 นาที]
