
ธุรกิจไอที
ทำไม Google ถึงถอย! เมื่อเปิด AI สร้างภาพบน Google Earth ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็ต้องปิดฟีเจอร์ซะงั้น
4 สิงหาคม 2569
สาเหตุมาจาก ที่เริ่มมีผู้ใช้นำเครื่องมือนี้ถูกนำไปสร้าง "ภาพปลอม" ของสถานที่จริง จนเสี่ยงทำให้คนเข้าใจผิด และอาจถูกแชร์ต่อบนโซเชียลว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ฟีเจอร์ใหม่นี้ใช้โมเดล AI Nano Banana 2 ที่ให้ผู้ใช้พิมพ์คำสั่งหรือ Prompt เพื่อสร้างภาพเสมือนจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจาก
- ภาพถ่ายดาวเทียม
- ภาพถ่ายทางอากาศ
- โมเดล 3 มิติของ Google Earth
พูดง่าย ๆ ก็คือ AI สามารถสร้างวัตถุ อาคาร หรือแม้แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ลงไปบนสถานที่จริงได้
เพียงแค่พิมพ์คำอธิบาย เช่น รถยนต์ อาคารใหม่ หรือเหตุการณ์สมมติที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ซึ่งเดิมที Google ตั้งใจพัฒนาเครื่องมือนี้เพื่อช่วยงานด้านภูมิสารสนเทศ (Geospatial) การออกแบบเมือง งานวิจัย และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน
แต่เปิดใช้ไม่ถึงวัน ก็เริ่มถูกนำไปสร้างภาพปลอม
แม้เป้าหมายจะเป็นการใช้งานเชิงสร้างสรรค์ แต่หลังเปิดให้ใช้ได้ไม่นาน ก็มีผู้ใช้บางส่วนเริ่มสร้างภาพของสถานที่จริงที่ไม่เคยเกิดขึ้น เช่น
- ภัยพิบัติปลอม
- อาคารหรือโบราณสถานที่ถูกทำลาย
- ฉากสงครามหรือความขัดแย้ง
- เหตุการณ์สมมติที่ดูเหมือนภาพถ่ายดาวเทียมจริง
แม้ว่าภาพเหล่านี้จะไม่ได้แสดงบน Google Earth โดยตรง แต่เมื่อถูกนำไปโพสต์บนโซเชียล ก็มีโอกาสสูงที่คนจะเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์จริง
Google รีบปิดฟีเจอร์ เพื่ออุดช่องโหว่
Google ระบุว่า มีผู้ใช้งานจำนวนมากที่นำฟีเจอร์นี้ไปใช้ในงานที่เป็นประโยชน์จริง แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทก็พบว่ามีการสร้างและแชร์ภาพที่เข้าข่ายละเมิดนโยบาย จึงตัดสินใจระงับการใช้งานชั่วคราว เพื่อปรับปรุงระบบป้องกัน หรือ Guardrails ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
Google ยังไม่ได้บอกว่าภาพแบบไหนที่เข้าข่ายละเมิด แต่ยืนยันว่ากำลังเร่งพัฒนาระบบเพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด
ถึงภาพจะไม่ได้อยู่บน Google Earth แต่ความเสี่ยงยังอยู่
Google ยืนยันว่า ภาพที่ AI สร้างขึ้นจะ ไม่ถูกนำไปแสดงบน Google Earth เวอร์ชันหลัก และทุกภาพจะมีลายน้ำ เพื่อบอกว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI
แต่ปัญหาคือ ลายน้ำก็ไม่ได้ป้องกันได้ทั้งหมด เพราะผู้ใช้ยังสามารถดาวน์โหลดภาพ หรือแคปหน้าจอไปโพสต์ต่อบนโซเชียลได้ บางครั้งลายน้ำอาจถูกตัดออก หรือคนที่เห็นภาพอาจไม่ทันสังเกตว่ามันเป็นภาพจาก AI จนเกิดการแชร์ข้อมูลผิด ๆ ต่อไปได้
ภาพจากดาวเทียม ยังเชื่อถือได้ 100% อยู่ไหม พอมี AI เข้ามา?
ที่ผ่านมา Google Earth ก็ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของทั้งนักข่าว นักวิจัย นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคง องค์กรสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก
หลายเหตุการณ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ภัยพิบัติ การตัดไม้ทำลายป่า หรือการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ล้วนถูกตรวจสอบผ่านภาพถ่ายดาวเทียม แต่เมื่อ AI สามารถสร้างภาพที่สมจริงได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงก็จะยิ่งยากขึ้น
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของ Google เพียงบริษัทเดียว แต่เป็นความท้าทายของทั้งวงการ AI ที่ต้องช่วยกันหาวิธีป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างข้อมูลเท็จหรือข่าวที่บิดเบือน
เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนว่า ความท้าทายของบริษัทเทคโนโลยีในวันนี้ ไม่ใช่แค่การทำให้ AI เก่งขึ้น แต่ต้องทำให้ AI ถูกใช้อย่างรับผิดชอบด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มาตรการต่าง ๆ เช่น การติดลายน้ำ การตรวจจับคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI หรือการจำกัดการใช้งานบางประเภท อาจกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของเครื่องมือ AI ในอนาคต
กรณีของ Google Earth จึงเป็นอีกตัวอย่างว่า ยิ่ง AI ฉลาดและสมจริงมากขึ้น ความรับผิดชอบในการใช้งานและการป้องกันการบิดเบือนข้อมูล ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ สั่งตรวจสอบ DoorDash หลังพบว่าใช้โมเดล AI จากจีน
ผู้ก่อตั้ง DoorDash โพสต์บน X เล่าถึงประสบการณ์ที่บริษัทได้ลองใช้ AI สัญชาติจีนอย่าง Kimi K2.6 โดยพบว่าทำงานได้ดีและราคาถูกกว่าที่เคยใช้ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องปกติที่บริษัทเทคโนโลยีทำกันทั่วไป หลังจากนั้น สภาคองเกรสได้ส่งหนังสือถึง DoorDash เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โมเดล AI ที่พัฒนาในประเทศจีน หลังเกิดข้อกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อาจนำ AI จากจีนมาใช้

จีนออกกฎหมายคุ้มครองการออกแบบชิป พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ
