
เศรษฐกิจ - การลงทุน
อีก 3–5 ปี อุตสาหกรรมไทยจะหลุดพ้นกับดักการเป็นเพียง "ฐานผลิต” ได้หรือไม่
10 กันยายน 2569
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการเติบโตที่ชะลอตัว ประสิทธิภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้นช้าลง และรายได้ต่อหัวที่ขยับขึ้นอย่างจำกัด
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สะสมมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไทยพึ่งพาการเป็นฐานผลิตให้กับแบรนด์และบริษัทต่างชาติมานานหลายปี แม้โมเดลนี้ จะเคยช่วยสร้างงาน ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ และทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลกได้
แต่ปัจจุบัน การพึ่งพาแรงงานและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยแข่งขันได้เหมือนในอดีต เพราะประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมและเร่งดึงดูดการลงทุนกันมากขึ้น
⚫ แล้วไทยจะขยับจากการเป็น “ฐานผลิต” ไปสู่การสร้างมูลค่าให้ประเทศได้มากขึ้นได้ยังไง?
เมื่อทิศทางการแข่งขันของโลกเปลี่ยนไป สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงวางแผนผลักดันภาคการผลิตไทยในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ให้ก้าวสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และยกระดับไทยให้เป็นประเทศรายได้สูงอย่างเต็มตัว พร้อมเดินหน้าผลักดันให้ไทยได้ก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้ได้
เป้าหมายหลักคือการยกระดับไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของเทคโนโลยี สร้างแบรนด์ของตัวเอง และเก็บเกี่ยวมูลค่าจากห่วงโซ่การผลิตไว้ในประเทศให้มากขึ้น
⚫ เปลี่ยนจากการ "รับจ้างผลิต" ไปสู่การพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีของตัวเอง
ที่ผ่านมา จุดแข็งของไทยคือการมีฐานการผลิตที่แข็งแรงในหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอีกหลายประเภท
แม้การรับจ้างผลิตให้บริษัทต่างชาติจะช่วยสร้างงานและรายได้ให้ไทย แต่ส่วนสำคัญของสินค้าอย่างเทคโนโลยี การออกแบบ แบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นของบริษัทต่างชาติ ทำให้ไทยมีรายได้จากการผลิตเป็นหลัก แต่ส่วนที่มีมูลค่าสูงกว่ายังเกิดขึ้นนอกประเทศ
ยุทธศาสตร์ใหม่ของ ส.อ.ท. จึงมุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวพ้นการรับจ้างผลิต ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี สร้างแบรนด์ และพัฒนาสินค้าของตัวเอง รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในส่วนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น จากเดิมที่รับคำสั่งผลิตและแข่งขันกันด้วยต้นทุน สู่การทำงานในส่วนที่สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้ธุรกิจไทยได้มากกว่าเดิม
⚫ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาวุธที่ไทยมีแต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ?
จุดที่น่าสนใจคือการดึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านยุทธศาสตร์ I2 (Innovation & Creative Industry) เพราะไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม งานออกแบบ ภูมิปัญญา และฝีมือแรงงานที่เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว
หากนำสิ่งเหล่านี้มาผสานกับเทคโนโลยีและการออกแบบ ก็มีโอกาสยกระดับสินค้าจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่สินค้าที่มีเอกลักษณ์และขายได้ในราคาที่สูงขึ้นได้ แนวทางนี้เห็นได้จากความร่วมมือระหว่างสถาบัน CISPI กับสยามพิวรรธน์ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ขณะที่โครงการ Buy Thai ก็ส่งเสริมให้คนไทยหันมาสนับสนุนสินค้าไทยมากขึ้น ก่อนพัฒนาแบรนด์และขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
⚫ SMEs ต้องโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง
อีกส่วนสำคัญคือการผลักดันให้ SMEs ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยต้องเข้าถึงทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม เงินทุน ตลาด และคนที่มีทักษะที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มักเข้าถึงบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทต่างชาติได้ก่อน ขณะที่ SMEs ไทยยังติดข้อจำกัดเรื่องเงินทุนและเทคโนโลยี
เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและการเข้ามาของ AI ช่องว่างนี้ยิ่งกลายเป็นความเสี่ยง หาก SMEs ปรับตัวไม่ทัน ธุรกิจจำนวนมากอาจเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกเบียดออกจากตลาดไปก่อนที่จะมีโอกาสเปลี่ยนตัวเอง
⚫ อุตสาหกรรมสีเขียว จากทางเลือกสู่เงื่อนไขที่ไทยเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน เศรษฐกิจหมุนเวียน และการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจและการค้ากับตลาดโลก
เพราะมาตรการอย่าง CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากคู่ค้ารายใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัวมากขึ้น หากสินค้ามีการปล่อยคาร์บอนสูงหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่ตลาดกำหนด ก็มีโอกาสถูกเพิ่มต้นทุนและเสียความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยโดยตรง
เป้าหมายนี้ยังเชื่อมโยงกับการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 71 และเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 80 แต่รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ชี้ว่า GDP ต่อหัวของไทยเติบโตในระดับต่ำ ขณะที่กฎระเบียบด้านการลงทุนจากต่างประเทศของไทยมีความเข้มงวดสูงเป็นอันดับ 4 จาก 47 ประเทศที่สำรวจ
ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่ภารกิจของเอกชนอย่างเดียว แต่ต้องเดินคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐ เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น หากไทยยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าในประเทศได้สำเร็จภายใน 3–5 ปี ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจมูลค่าสูงของภูมิภาค
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. STARTUP ACT ปลดล็อกกฎหมายสตาร์ทอัพไทย เปิดทางระดมทุนและนวัตกรรมเติบโต
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ (STARTUP ACT) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างการลงทุนของสตาร์ทอัพไทย

