
สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) ปัจจุบันที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และสาธารณรัฐยูกันดา ให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากมีความรุนแรง แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง
การระบาดรอบนี้มีลักษณะที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งในแง่ของสายพันธุ์ที่พบ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย
อีโบลาอันตรายมากแค่ไหน และทำไม WHO ถึงจับตาอีโบลารอบนี้เป็นพิเศษ ?
เชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดในปัจจุบันคือสายพันธุ์บุนดิบูโย (Bundibugyo ebolavirus) เป็นสายพันธ์ุหายาก และยังไม่มีวัคซีนสำหรับการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 25 - 50% แต่ยังน้อยกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) ที่เคยระบาดในอดีต มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 60 - 90% และมีวัคซีนสำหรับการรักษาซึ่งเป็นวัคซีนคนละชนิด
การแพร่ระบาดที่รวดเร็วของเชื้อไวรัสทำให้ WHO จึงต้องจัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ระดับสูงมากในระดับประเทศ ระดับสูงในภูมิภาค และระดับต่ำในระดับโลก
เชื้อไวรัสอีโบลาสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ
การเตรียมความพร้อมของสาธารณสุขไทย
ประเทศไทยได้ยกระดับมาตรการรับมือโรคอีโบลาอย่างเข้มงวด หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยมีแนวทางหลักดังนี้
ประกาศพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นทางการ
กำหนดให้ดีอาร์คองโกและยูกันดาเป็น “เขตติดโรคติดต่ออันตราย” มีผลตั้งแต่ 21 พ.ค. 2026
ระบบสาธารณสุขพร้อมรับมือ
กรมควบคุมโรคยืนยัน ไทยมีระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งบุคลากรและเครื่องมือรองรับ
การบังคับใช้มาตรการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อสกัดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างเป็นระบบ พร้อมเฝ้าระวัง คัดกรองผู้ป่วยต้องสงสัย คอยซักประวัติสุขภาพ และบันทึกข้อมูลติดต่ออย่างละเอียด เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 21 วัน
แจ้งเตือนประชาชน
หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง หากมีอาการหลังเดินทางกลับภายใน 21 วัน ให้รีบพบแพทย์ หรือโทรสายด่วน 1422
แม้ความเสี่ยงต่อประเทศไทยในขณะนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการระบาดของสายพันธุ์บุนดิบูโยที่ยังไม่มีวัคซีนรองรับ
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือความตื่นตัว ไม่ใช่ความตื่นตระหนก หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง สังเกตอาการตัวเองหลังเดินทางกลับ และติดตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมของระบบสาธารณสุขไทยถือเป็นแนวป้องกันด่านแรก แต่ความร่วมมือจากประชาชนคือสิ่งที่ทำให้การป้องกันเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล้ำไปอีกขั้น! แพทย์ มช. ใช้โมเดลจำลอง วางแผนก่อนผ่าตัดหัวใจสำเร็จครั้งแรกของไทย
คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันพัฒนาแบบจำลองเสมือนของหัวใจและหลอดเลือด เพื่อใช้วิเคราะห์การไหลเวียนของเลือดแบบเฉพาะบุคคลก่อนผ่าตัดจริง

ล้ำไปอีกขั้น! แพทย์ มช. ใช้โมเดลจำลอง วางแผนก่อนผ่าตัดหัวใจสำเร็จครั้งแรกของไทย

WMC เปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์ "NextStep Robotics Rehab Center" ดึง Angel Robot ผสาน AI พลิกโฉมการรักษาผู้ป่วยสโตรกไทย
