
เศรษฐกิจ - การลงทุน
รู้จัก “Rainbow Economy” เมื่อความหลากหลายทางเพศ กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
8 มิถุนายน 2569
หากพูดถึงกลุ่ม LGBTQIAN+ หลายคนอาจนึกถึงเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม หรือเทศกาล Pride แต่รู้หรือไม่ ว่าเรื่องนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันประชากร LGBTQIAN+ ทั่วโลกมีอยู่ราว 9% (ประมาณ 738 ล้านคน) ซึ่งมีกำลังซื้อรวมกว่า 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูงมาก
ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ซึ่งแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “เศรษฐกิจสีรุ้ง” หรือ Rainbow Economy
⚫ไทยพร้อมแค่ไหนกับ “เศรษฐกิจสีรุ้ง” ?
ไทยเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกมองว่าเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค เห็นได้จากความก้าวหน้าทางกฎหมาย เช่น การบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เกิดขึ้นในปี 68 ที่ผ่านมา และผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล ยังเผยว่า คนไทยกว่า 85.30% เปิดรับความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในระดับสูง และอีก 65.27% เห็นว่ารัฐควรส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ความก้าวหน้าเหล่านี้ สะท้อนว่าไทยมีพื้นฐานทางความคิด ที่มีศักยภาพในการต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ ไปสู่ “เศรษฐกิจสีรุ้ง” ได้ค่อนข้างสูง
⚫3 จุดแข็งของไทยในการต่อยอดสู่ “เศรษฐกิจสีรุ้ง”
🔹อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism) ข้อมูลจาก LGBT Capital ปี 66 ระบุว่า ก่อนโควิด ไทยติดอันดับ 1 เอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยว LGBTQ+ โดยสร้างเงินหมุนเวียนกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.26 แสนล้านบาท จากแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น LGBTQIA+ Friendly ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่
ต่อมา แรงหนุนจากกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ปี 68 ไทยก็ได้รับรางวัลระดับโลกอย่าง “Best LGBTQ Destination” ในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ ด้วยเช่นกัน และตอนนี้ ไทยกำลังต่อยอดสู่เป้าหมายการเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งเพิ่มโอกาสดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้มหาศาล
🔹อุตสาหกรรมบันเทิงและ Soft Power (Content Industry) โดยซีรีย์วายและคอนเทนต์ LGBTQ+ ของไทย สร้างมูลค่ากว่า 4,900 ล้านบาท ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตซีรีย์ BL มากกว่า 55% และซีรีย์ GL กว่า 60% ของเอเชีย ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ประเภทนี้รายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดึงรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
🔹ธุรกิจสุขภาพและความงาม (Medical & Healthcare) ไทยมีชื่อเสียงระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่แล้ว ทั้งด้านศัลยกรรมความงาม สปา รวมถึงการรักษาเฉพาะทาง ที่เข้าใจความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ โดยงานวิจัยของ Bookimed เผยว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการผ่าตัดแปลงเพศ
ปัจจัยเหล่านี้เป็นแต้มต่อให้ไทยก้าวสู่ต่อยอดสู่ “เศรษฐกิจสีรุ้ง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประธานคณะทำงาน Pink Economy และ WorldPride 2030 เผยว่า เมื่อภาคเศรษฐกิจหลักที่เป็นฐานรายได้เดิมของประเทศเริ่มชะลอตัว เศรษฐกิจสีรุ้ง จะกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
⚫แต่จะให้ “เศรษฐกิจสีรุ้ง” สำเร็จได้แบบยั่งยืน ต้องเริ่มจากโครงสร้าง
แม้เศรษฐกิจสีรุ้ง จะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่หลายฝ่ายยังเห็นตรงกันว่า การเติบโตจะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนในระดับโครงสร้างอย่างจริงจัง คุณนาดา ไชยจิตด์ สำนักวิชานิติศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง, PhD Candidate, School of Law, University of Warwick เสนอ 3 แนวทางหลัก ที่ไทยควรปรับโครงสร้างกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม
ไม่ใช้ความหลากหลายเป็นแค่ช่องทางทำกำไร อย่างการทำแคมเปญสินค้าการตลาดต่างๆ ชั่วคราวเพื่อขายของ แต่เม็ดเงินมหาศาลจากกลุ่มผู้บริโภคนี้ ควรถูกกระจายกลับไปสู่สังคม ชุมชน และคนในทุกระดับอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ตกอยู่แค่บางบริษัท
สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ แต่กระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการรายย่อย การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนอย่างทั่วถึง
ยกระดับการยอมรับอัตลักษณ์อย่างแท้จริง ผ่านกฎหมายที่รองรับ เช่น สมรสเท่าเทียม (มีแล้ว) หรือกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิและความปลอดภัยในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม
โดยแนวทางเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ทั้งการเติบโต การกระจายรายได้ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความหลากหลายทางเพศกำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะพลังทางเศรษฐกิจของประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงประเด็นทางสังคมเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ SMEs ไทยกำลังเผชิญมรสุมรอบด้าน โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” จะเป็นแรงสนับสนุนของเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

