
"เศรษฐกิจอวกาศ" อุตสาหกรรมที่ประกอบด้วยห่วงโซ่ธุรกิจอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ "อุตสาหกรรมชิ้นส่วนดาวเทียม" ซึ่งเป็นรากฐานต้นน้ำสำคัญที่ไทยกำลังผลักดัน และโครงการดาวเทียม THEOS-3 จึงถูกวางบทบาทให้เป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือผู้ประกอบการไทย ในการผลิตชิ้นส่วนเพื่อใช้งานจริงในอวกาศและต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ได้ในอนาคต
⚫️ จุดเปลี่ยนของไทยจาก "ผู้ใช้" สู่ "ผู้ผลิต"
THEOS-3 เป็นไมโครแซทเทิลไลต์ (Micro Satellite) ที่ตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศมากกว่า 10% ของดาวเทียมทั้งลำ นับว่ามีสัดส่วนชิ้นส่วนฝีมือคนไทยมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครอบคลุมทั้งโครงสร้างหลัก แผงข้างตัวดาวเทียม ระบบกระจายพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ และสายอากาศ ซึ่งสะท้อนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก GISTDA สู่ภาคเอกชน และการก่อร่างสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Supply Chain) ภายในประเทศ
ที่สำคัญดาวเทียมดวงนี้จะใช้ Flight Software ที่วิศวกรไทยออกแบบและพัฒนาเอง 100% ทำหน้าที่ควบคุมระบบย่อย จัดการคำสั่ง และประมวลผลข้อมูลภารกิจ โดยทีม GISTDA เป็นผู้ทดสอบซอฟต์แวร์ร่วมกับต้นแบบทางวิศวกรรม (Engineering Model) ที่ศูนย์ AIT ก่อนนำขึ้นไปติดตั้งบนดาวเทียมและใช้งานจริงในอวกาศ
โดย THEOS-3 จะเข้ามาเสริมงานต่อจาก THEOS-1 และ THEOS-2 ด้วยมุมมองภาพถ่ายที่กว้างขึ้น และสามารถบันทึกภาพช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (VNIR) และอินฟราเรดคลื่นสั้น (SWIR) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการติดตามความสมบูรณ์ของพืชผลและภัยพิบัติทางการเกษตรได้ครอบคลุมกว้างขึ้น
⚫️ "ความน่าเชื่อถือ" คือความท้าทายมากที่สุด
สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของอุตสาหกรรมอวกาศคือ เมื่อชิ้นส่วนถูกส่งขึ้นไปแล้วจะซ่อมแซมไม่ได้อีก ความผิดพลาดเพียงจุดเดียวอาจทำให้ทั้งภารกิจล้มเหลว ด้วยเหตุนี้ปัจจัยในการเลือกซื้อชิ้นส่วนประกอบ จะต้องคำนึงถึงความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในคุณภาพของสินค้ามากที่สุด
ภาครัฐจึงได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำชิ้นส่วนไปทดลองใช้งานจริงในภารกิจอวกาศ เพื่อสร้างผลงานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และเปิดโอกาสขยายตลาดไปยังผู้ซื้อรายอื่นทั้งในและต่างประเทศ
ก่อนขึ้นสู่วงโคจร ชิ้นส่วนทุกชิ้นต้องผ่านศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (AIT) ที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์แห่งแรกในอาเซียนที่ผ่านมาตรฐานระดับโลก มีห้องควบคุมอนุภาคตามมาตรฐานสากล พร้อมเครื่องจำลองแรงสั่นสะเทือนขณะปล่อยจรวด และเครื่องจำลองสุญญากาศที่ควบคุมอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -170 ถึง 170 องศาเซลเซียส เพื่อพิสูจน์ว่าชิ้นส่วนทนต่อสภาพแวดล้อมจริงในอวกาศได้ก่อนนำไปติดตั้งใช้งาน
⚫️ ต่อยอดจากฐานยานยนต์และอากาศยาน
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานดาวเทียมอยู่ราว 10-20 ราย ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ผลิตอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น ส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังมองหาโอกาสธุรกิจใหม่ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านยาง วัสดุคาร์บอน และชิ้นส่วนเชิงกล ทำให้สามารถต่อยอด และนำองค์ความรู้เดิมมาปรับใช้กับการผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมได้ แม้ยังมีข้อจำกัดด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังต้องพึ่งพาต่างประเทศอยู่บางส่วน จึงต้องพัฒนาต่อเนื่องเพื่อปิดช่องว่างในส่วนนี้
⚫️ จากผู้ประกอบการในประเทศสู่ตลาดโลก
เป้าหมายของการสร้างดาวเทียมภายในประเทศคือการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งระบบ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าที่ได้มาตรฐาน สร้างผลงานอ้างอิง และก้าวจากการเป็นผู้จัดหาในประเทศไปสู่การแข่งขันในตลาดอวกาศระดับโลก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลก และเปิดทางเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้มากขึ้นในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้เกิดการส่งออกจริงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งทีมวิจัย หน่วยงานสนับสนุนการลงทุน กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานกำหนดนโยบาย เพื่อออกแบบมาตรการที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการศึกษาตลาด
ด้วยเหตุนี้ GISTDA จึงร่วมมือกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Time Labs) มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางส่งเสริมการตลาดสำหรับชิ้นส่วนดาวเทียม เพื่อประเมินศักยภาพผู้ประกอบการไทยและวิเคราะห์ตลาดเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ และเป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับแผนยุทธศาสตร์การตลาดในระยะต่อไป
THEOS-3 คือหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอวกาศไทยอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบภารกิจ พัฒนาชิ้นส่วน ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เอกชน ไปจนถึงการประกอบ ทดสอบ และเตรียมนำส่งขึ้นวงโคจร โดยดาวเทียมดวงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Constellation ที่ GISTDA วางเป้าพัฒนาดาวเทียมรวมทั้งสิ้น 18 ดวง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานด้านต่าง ๆ ของประเทศ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ดาวเทียมรุ่นถัดไปและนวัตกรรมแขนงอื่นในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม. รับทราบแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทย ปูทางเศรษฐกิจฐานข้อมูล เร่งใช้ AI ยกระดับประเทศ
คณะรัฐมนตรีรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570 ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์ด้าน Big Data ฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พร้อมส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

