
สังคม
โลกออนไลน์พรากความสุขของเราไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อความเครียดเปลี่ยนเป็นการเสพติดดิจิทัล?
3 สิงหาคม 2569
งานวิจัยจากวารสารวิชาการ PLOS One ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ชาวเยอรมันจำนวน 900 คน และพบว่าคนที่มีพฤติกรรมแบบ "Problematic Internet Use” หรือ พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่มากเกินไปจนควบคุมไม่ได้ มักมีระดับความเครียดสูงกว่าคนทั่วไป มีอารมณ์แปรปรวนง่ายกว่า และมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นงาน การเรียน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
⚫️ วงจรที่หยุดยาก - ยิ่งเครียด ยิ่งเสพติด
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Duisburg-Essen ประเทศเยอรมนี ได้อธิบายไว้ว่า ความเครียดและอารมณ์ด้านลบนั้นเองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เรา "อยาก" ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งเราเครียด เรายิ่งอยากหนีไปอยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ได้เป็นการช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอ แต่กลับกลายเป็นวงจรที่วนซ้ำไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งเราอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังอยู่ในวงจรนี้
ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาคลินิกจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับความผิดปกติด้านการกิน การเสพติดสารเสพติด และโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD)
เพราะเมื่อพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ สมองจะค่อย ๆ สร้างเป็นความเคยชิน ทำให้หลายครั้งเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถหน้าจอโดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะรู้ตัวเสียอีก
⚫️ แม้กฎหมายก็อาจเอาชนะพฤติกรรมไม่ได้ง่าย ๆ - บทเรียนจากออสเตรเลีย
หากมองว่าปัญหาพฤติกรรมแบบ "Problematic Internet Use” เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลกรณีของประเทศออสเตรเลียอาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย โดยหวังว่าจะช่วยปกป้องสุขภาพกายและใจของเด็ก ๆ จากผลเสียของโลกออนไลน์ แต่พอผ่านไป 3 เดือน ผลการศึกษากลับพบว่าเด็กกว่า 8 ใน 10 คนก็ยังหาทางเข้าใช้งานได้อยู่ดี และใช้งานถี่พอ ๆ กับก่อนมีกฎหมายเลย
รัฐบาลออสเตรเลียเองก็ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ได้หวังให้กฎหมายนี้ได้ผล 100% ตั้งแต่แรก เหมือนกับกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำในการดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่มีทางบังคับใช้ได้สมบูรณ์แบบเช่นกัน แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะมีไว้ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า การกำกับดูแลเด็กในโลกออนไลน์ ไม่ใช่หน้าที่ของกฎหมายเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวไปพร้อมกัน เพราะตราบใดที่เด็กยังรู้สึกเบื่อ หรือเหงา พวกเขาก็ยังจะหาทางกลับเข้าไปในโลกออนไลน์อยู่ดี ไม่ว่าจะโกหกเรื่องอายุ หรือย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่นที่ยังไม่ถูกควบคุม
ทั้งนี้ การพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่กันไปคือการผลักดันให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ มีจรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบตรวจสอบอายุที่รัดกุมกว่าเดิม หรือการออกแบบแอปพลิเคชันให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ ไม่ใช่ดึงดูดทำให้คนใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มให้นานที่สุดเพียงอย่างเดียว
พูดง่าย ๆ ก็คือ กฎหมายอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมหันมาคุยกันเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่านั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วนไปพร้อมกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สินเชื่อ CLICX กับบททดสอบแรกของ Virtual Bank ไทย เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงิน หรือซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน?
หลายคนอาจเคยเห็นกระแสข่าวธนาคารคลิกซ์ (CLICX) Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย ที่พึ่งเปิดให้บริการฟีเจอร์ “สินเชื่อพร้อมใช้” เมื่อวันที่ 1 ส.ค.69 กันมาบ้างแล้ว


