
ในช่วงที่ผ่านมา เหตุการณ์ AI แสดงพฤติกรรมที่มีแนวโน้มไม่ทำตามคำสั่ง การบิดเบือนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือแม้แต่การดำเนินการบางอย่างโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต กำลังถูกพูดถึงอย่างจริงจัง
แม้การพัฒนา AI จะสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน การควบคุม AI ให้อยู่ภายในขอบเขตที่กำหนด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทผู้พัฒนาต่างต้องคำนึงถึงไม่แพ้กัน
⚫️ ตัวเลขที่พุ่งสูงในเวลาอันสั้น
จากการติดตามของ Loss of Control Observatory หน่วยงานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติของ AI ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก AI Security Institute (AISI) หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัย AI ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร พบว่าจำนวนที่ AI แสดงพฤติกรรมหลุดจากการควบคุมเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเดือนเดียว โดยมีรายงานมากกว่า 300 ครั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการติดตามข้อมูลนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นอกจากจำนวนเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแล้ว ระดับความซับซ้อนของการหลอกลวงและความไม่สอดคล้องกับเจตนาของผู้ใช้งานก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน
⚫️ เมื่อ AI เลือกทำในสิ่งที่ไม่มีใครสั่ง
หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากคือ ทีมงานของ OpenAI สังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติของ AI agent ของตนเองมาก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่ระบบดังกล่าวจะหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบและก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์บนแพลตฟอร์ม Hugging Face จนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยพบว่ามีกลุ่ม AI agent จำนวนราว 700 ตัวที่ทำงานร่วมกันอย่างลับๆ
นอกจากนี้ AISI ยังเปิดเผยว่าตรวจพบเหตุการณ์ที่โมเดล AI จากทั้ง Anthropic (รุ่น Mythos 5) และ OpenAI (รุ่น GPT-5.6 Sol) ดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์จริงระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างมาก
ไม่ใช่แค่กรณีใหญ่ระดับโลกเท่านั้น แม้แต่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานทั่วไปก็เริ่มพบเจอปัญหาลักษณะนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น กรณีของ OpenClaw ผู้ช่วย AI ส่วนตัวของสมาชิกฟิตเนสในออสเตรเลีย ที่ดำเนินการนำสมาชิกคนอื่นออกจากรายชื่อรอคลาสออกกำลังกาย เพื่อให้เจ้าของบัญชีได้สิทธิ์เข้าเรียนแทน โดยที่เจ้าของเองก็ไม่รู้ตัวมาก่อน
⚫️ นักวิจัยเรียกร้องให้บริษัท AI เปิดเผยเหตุการณ์มากขึ้น
ตลอดปี 2026 มีเหตุการณ์ที่ถูกรวบรวมได้แล้วกว่า 1,600 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นรายงานจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน AI ในการทำงาน
นักวิจัยมองว่า ในเมื่อบริษัทเทคโนโลยีกำลังผลักดันให้ประชาชนและองค์กรใช้งาน AI มากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทผู้พัฒนาเองก็ควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ ทั้งในการรายงานเหตุการณ์ร้ายแรงที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และการพัฒนาระบบติดตามพฤติกรรมของ AI ภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพราะหลายกรณีล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเองก็ยังตรวจจับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ไม่เพียงพอ
อีกทั้งยังมีการเสนอให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต้องติดตามและรายงานเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการหลุดควบคุมของ AI รวมถึงมีอำนาจฉุกเฉินเพื่อจำกัดการให้บริการ AI ในกรณีที่จำเป็น
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่ง AI ก้าวหน้าและถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายมากเท่าไร ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือก็ยิ่งต้องถูกจับตามองใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น ทั้งฝั่งผู้พัฒนา ผู้ใช้งาน และหน่วยงานกำกับดูแล เพราะนอกจากการพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างระบบตรวจสอบและควบคุมที่แน่นหนา เพื่อให้มั่นใจว่าหลังจาก ได้รับคำสั่งจากมนุษย์แล้ว AI จะไม่เลือกทำในสิ่งที่ขัดกับคำสั่งหรือข้อจำกัดที่วางไว้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Sony และ Warner Music ยื่นฟ้อง Anthropic ปมใช้เพลงฝึก AI โดยไม่ได้รับอนุญาต
ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ Sony Music และ Warner Music ได้ยื่นฟ้อง Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI ชื่อดัง Claude ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่าบริษัทนำเนื้อเพลงและโน้ตดนตรีที่มีลิขสิทธิ์กว่าหลายร้อยเพลง ทั้งของ The Beatles, Taylor Swift และ Michael Jackson ไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่ได้รับอนุญาต

Sony และ Warner Music ยื่นฟ้อง Anthropic ปมใช้เพลงฝึก AI โดยไม่ได้รับอนุญาต

Google ยอมถอย! ปรับนโยบายสแปมในสหภาพยุโรป หนีค่าปรับผูกขาดก้อนโต
