
ความยั่งยืน
ยิ่งเทคโนโลยีล้ำหน้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ยิ่งล้น แล้วโลกจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?
4 พฤศจิกายน 2569
ปัจจุบันการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี ตั้งแต่มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผลใน Data Center เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้หมดอายุหรือล้าสมัยก็กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) โดยเฉพาะการเติบโตของ AI ที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งขยาย Data Center และเพิ่มกำลังประมวลผล
งานวิจัยของ Alex de Vries-Gao คาดการณ์ว่า ภายในปี 73 เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้กับ AI อาจก่อขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 131,000–224,800 ตันต่อปี ทำให้เห็นว่ายิ่งเทคโนโลยีเติบโตมากขึ้น ก็ยิ่งมีอุปกรณ์ที่กลายเป็นขยะเพิ่มขึ้น ทำให้การจัดการขยะนี้เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ
แต่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ อาจจัดการได้ยากกว่าที่คิด?
ซึ่งข้อมูลจาก Global E-waste Monitor 2024 ระบุว่า ปี 65 โลกมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 62 ล้านตัน แต่มีเพียง 22.3% ที่ผ่านการเก็บรวบรวมและนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี แสดงให้เห็นว่าปริมาณขยะกำลังเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในจัดการ
สิ่งที่ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จัดการได้ยาก คือภายในอุปกรณ์ยังมีวัสดุที่มีมูลค่า เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม และโลหะมีค่า ซึ่งสามารถคัดแยกออกมาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอุปกรณ์หรือสินค้าใหม่ได้
แต่กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัสดุแต่ละชนิดมักอยู่ปะปนกันและมีสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม หากถอดแยกหรือจัดการโดยไม่ถูกวิธี อาจทำให้สารพิษปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ รวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนได้
เมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์เดินทางข้ามประเทศ ปัญหาไม่ได้จบแค่การรีไซเคิล
นอกจากการจัดการขยะภายในประเทศ ขยะอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนก็ต้องถูกส่งไปยังประเทศอื่น เพราะอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานยังมีวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จึงมีการส่งไปยังพื้นที่ที่มีโรงงานหรือกระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลรองรับ
แต่การเคลื่อนย้ายก็มีความเสี่ยง หากขยะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม เช่น การถอดแยกชิ้นส่วน เผาสายไฟ หรือสกัดวัสดุโดยไม่มีมาตรการควบคุม ก็อาจทำให้สารอันตรายปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้คนและชุมชนโดยรอบ และประเทศปลายทางอาจต้องแบกรับภาระในการจัดการขยะที่มีปริมาณมากและซับซ้อนขึ้น
การส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปประเทศอื่นเพื่อนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ จึงต้องตรวจสอบว่าประเทศปลายทางมีระบบคัดแยกและจัดการสารอันตรายที่เหมาะสมหรือไม่ และต้องควบคุมการส่งออกขยะ เพื่อไม่ให้การรีไซเคิลกลายเป็นปัญหามลพิษจให้กับประเทศอื่นแทน
แต่ละประเทศรับมือขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังไง?
หลายประเทศเริ่มวางมาตรการรับมือแล้ว ทั้งการควบคุมการส่งขยะข้ามประเทศและการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง อย่างอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีไทย ญี่ปุ่น และจีน เพื่อควบคุมการส่งขยะอันตราย โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 68 ได้เพิ่มข้อกำหนดให้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การส่งออกและนำเข้าจึงต้องแจ้งและได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทางก่อน
ขณะที่สหภาพยุโรปก็ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะผ่านหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสินค้าหลังหมดอายุการใช้งาน เช่น การเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอุปกรณ์เก่า เพื่อให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีแนวทาง Right to Repair หรือสิทธิในการซ่อมแซม ที่ช่วยให้ผู้บริโภคซ่อมอุปกรณ์ที่ชำรุดได้ง่ายขึ้น แทนการซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และลดจำนวนขยะที่เกิดขึ้น
มาตรการเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มีเพียงการนำขยะไปรีไซเคิลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมการส่งออก การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้นานขึ้น ไปถึงการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดการขยะเป็นไปอย่างเหมาะสม
แม้หลายประเทศจะเริ่มมีมาตรการรับมือ แต่ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าระบบจัดการขยะจะพัฒนาให้ทันต่อปริมาณที่เพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหน และสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่หมดอายุได้อย่างคุ้มค่า โดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนไปพร้อมกันได้ยังไง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มลพิษ–โลกร้อน โจทย์ใหญ่ภาคเกษตรไทยกับการยกระดับด้วยเทคโนโลยี
เกษตรไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตรอบด้าน ตั้งแต่มลพิษจากแหล่งน้ำ ไปจนถึงสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การทำเกษตรมีความเสี่ยงมากขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อผลผลิต ต้นทุนการผลิต ตลอดจนรายได้ของเกษตรกร

