
ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกประกาศตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ล่าสุด UNEP กลับออกมาเตือนว่า โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 18% ภายในปี 2030 จึงจะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้
ขณะที่ถ้าประเทศต่างๆ ยังเดินหน้าตามแนวทางปัจจุบัน อุณหภูมิโลกอาจสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ทั่วโลกพยายามรักษาไว้มาก
ความท้าทายนี้ยังเกิดขึ้นในภาคธุรกิจด้วย โดยรายงานจาก World Economic Forum ปี 2025 ระบุว่า มีองค์กรทั่วโลกกว่า 10,000 แห่งที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero แต่กลับมีไม่ถึง 7% ที่วางกลยุทธ์ไว้อย่างชัดเจนเพื่อผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย คำถามคืออะไรทำให้การลดโลกร้อนเป็นเรื่องยาก และโลกจะก้าวไปสู่ Net Zero ได้ยังไง
ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น
IEA เผยว่าในปี 2025 ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 3% และแม้พลังงานแสงอาทิตย์จะมีส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหินก็ยังเติบโตเช่นกัน เนื่องจากทั่วโลกยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้า ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานเดิม ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนจำนวนมาก อีกทั้งยังต้องพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อแก้ข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิต
อีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อระบบพลังงานคือการเติบโตของ AI ซึ่งทำให้บริษัทเทคโนโลยีเร่งลงทุนสร้าง Data Center เพื่อรองรับการประมวลผลและการให้บริการ AI โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งสำหรับเซิร์ฟเวอร์และระบบระบายความร้อน
Sierra Club องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเมินว่า ภายในปี 2030 การปล่อย CO₂ จากการขยาย Data Center ในสหรัฐฯ อาจสูงเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเม็กซิโกทั้งประเทศ และอาจทำให้ความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถอยหลังไปถึง 15 ปี
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางพลังงาน
สงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันส่งผลต่อทิศทางพลังงานโลก และเมื่อการจัดหาพลังงานเผชิญความไม่แน่นอน และการเข้าถึงพลังงานทางเลือกก็ยากขึ้น บวกกับความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า หลายประเทศจึงหันกลับไปพึ่งพาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานและตอบสนองความต้องการในประเทศ อย่างยุโรป ที่กลับมาใช้ถ่านหินมากขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน
แล้วโลกจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้อยู่ไหม?
แม้โลกจะยังห่างไกลจากเป้าหมาย Net Zero แต่การลดความรุนแรงของภาวะโลกอาจยังไม่สาย หากรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาคมเริ่มลงมือทำจริง
แนวทางสำคัญคือการเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่กับนโยบายที่วัดผลได้จริง เช่น ภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวมากขึ้น
ขณะที่ภาคเทคโนโลยีก็ควรพัฒนา Data Center ให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น อย่างการหันมาใช้พลังงานสะอาด และนำ AI มาช่วยจัดการการใช้ไฟฟ้า ส่วนภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซมีเทน ควบคู่ไปกับการรักษาป่าไม้และฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
กำหนดมาตรฐานกลางเพื่อให้การตั้งเป้าหมาย Net Zero โดย WEF เสนอให้ใช้มาตรฐานสากลของ ISO เป็นแนวทางร่วมในการกำหนดเป้าหมาย วัดผล และตรวจสอบการลดการปล่อยก๊าซ
ซึ่ง ISO ได้จัดทำแนวทาง Net Zero Guidelines ขึ้นในปี 2022 ผ่านความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,200 คนจาก 100 ประเทศ และต่อยอดเป็นมาตรฐานสำหรับองค์กร เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดปัญหา Greenwashing
เพราะแม้โอกาสรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสอาจฟังดูยาก แต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะทุกปริมาณก๊าซที่ลดลงล้วนมีส่วนช่วยชะลอภาวะโลกร้อน และลดความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐชูเกษตรอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยียกระดับการผลิตเข้าสู่ Net Zero 2050
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

สมรภูมิโซลาร์เซลล์สะเทือน เมื่อจีนจ่อคุมเทคโนโลยีผลิตโซลาร์เซลล์ สกัดคู่แข่งเข้าถึงวิธีผลิตขั้นสูง
