วิเคราะห์เส้นทางสู่ Net Zero 2050 ของไทยเมื่อปัญหาขยะอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้
facebook Iconx Iconline Icon

ความยั่งยืน

วิเคราะห์เส้นทางสู่ Net Zero 2050 ของไทยเมื่อปัญหาขยะอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้

Clock Icon

28 ตุลาคม 2569

ปัจจุบันไทยตั้งเป้าปล่อยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยการปรับกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่หนึ่งในความท้าทายที่ไทยยังต้องเร่งแก้ไข คือปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบันโรงงานหลายแห่งยังแอบลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดย Thai PBS รายงานว่า ระหว่างปี 60–68 มีเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกว่า 380 ครั้ง ซึ่งมีทั้งน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมประเภทของแข็ง

ปัญหาไม่ได้จบลงแม้โรงงานบางแห่งจะถูกสั่งปิดไปแล้ว

ที่น่ากังวลคือมีรายงานว่าพบขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 80 ตันในโรงงานรีไซเคิลในโรงงานที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว 2 ครั้ง ใน จ.ปราจีนบุรี ส่วน จ.สระแก้ว ก็พบกากอุตสาหกรรมเกือบ 100 ตันในบ่อขยะที่เคยถูกสั่งปิดมาก่อนเช่นกัน ซึ่งนับรวมเป็นขยะมากกว่า 180 ตัน หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า แม้บางโรงงานจะถูกสั่งปิดหรือดำเนินคดีแล้วแต่ทำไมถึงยังมีปัญหาเหล่านี้ 

เพราะผลกระทบไม่ได้มีแค่ขยะที่ตกค้างในพื้นที่ แต่ขยะเหล่านี้อาจทำให้สารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ จนกระทบต่อระบบนิเวศ พื้นที่เกษตร และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการตรวจสอบและฟื้นฟูพื้นที่ก็ต้องใช้ทั้งบุคลากร งบประมาณ และเวลา

อย่างโรงงานในจังหวัดระยองที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมประเมินว่ามีของเสียอันตรายกว่า 34,000 ตัน และค่ากำจัดบำบัดที่ประเมินไว้ก็อยู่ที่ราว 340 ล้านบาท

ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการไม่มีของเสียเกิดขึ้นเลย แต่คือการจัดการของเสียอย่างปลอดภัย

ถ้าไทยต้องการไปถึงเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องยกระดับการป้องกันและกำกับดูแลการจัดการกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ โดยมีข้อเสนอ 3 แนวทาง จาก สำนักงาน ป.ป.ช. ,กรมโรงงานอุตสาหกรรม และคณะผู้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม 

1. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงาน ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิล โรงหลอม และกิจการเสี่ยงสูงตามระดับความเสี่ยง โดยเน้นโรงงานที่เคยกระทำผิด พร้อมติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งหยุดกิจการ และดำเนินการตามกฎหมายหากพบการกระทำผิดซ้ำ

2. ให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เร่งเรียกคืนค่ากำจัดของเสียและฟื้นฟูพื้นที่จากผู้ก่อมลพิษ พร้อมพิจารณากำหนดหลักประกันหรือประกันความรับผิดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจการเสี่ยงสูง โดยรัฐสามารถจัดการพื้นที่เร่งด่วนก่อนและเรียกคืนค่าใช้จ่ายภายหลัง

3. เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ เปิดเผยข้อมูลปริมาณและเส้นทางขนส่งของเสีย ผลตรวจพื้นที่เสี่ยง สถานะคดี งบประมาณฟื้นฟู และยอดเรียกคืนค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนติดตามและตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

ไทยมีต้นทุนในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว โจทย์คือทำยังไงให้ข้อมูลเชื่อมโยงกัน 

ไทยมีทั้งหน่วยงานและระบบติดตามกากอุตสาหกรรม การตรวจสอบสินค้านำเข้า และความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งสามารถต่อยอดเพื่อยกระดับการจัดการของเสียได้

ภาครัฐอย่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบอนุญาตนำของเสียออกนอกโรงงาน และเตรียมใช้แอปติดตามพิกัดแบบเรียลไทม์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 70 เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งระหว่างขนส่ง

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับเอกชนช่วยลดต้นทุนได้ เช่น การนำกากอะลูมิเนียม 7,000 ตันไปผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยประหยัดงบรัฐกว่า 66 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็กำลังผลักดันกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมให้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์และซากรถยนต์ พร้อมกำหนดความรับผิดชอบตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง จนถึงผู้กำจัด ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ไทยมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญจากนี้คือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ตรวจสอบได้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และติดตามผลว่ามาตรการเหล่านี้ลดการเหตุการณ์ซ้ำรอยได้หรือไม่

เมื่อความสำเร็จไม่ได้วัดแค่ตัวเลขการปล่อยคาร์บอน 

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำควรเดินไปพร้อมกับการยกระดับมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระทบสุขภาพประชาชนและคุณภาพชีวิตของชุมชน เพราะความสำเร็จของ Net Zero ไม่ได้วัดแค่การลดก๊าซเรือนกระจก แต่รวมถึงการจัดการผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พาเช็กจุดเติมน้ำฟรี_รอบกทม_ผ่าน_Refill_BKK_ประหยัดค่าน้ำ_ช่วยลดขยะพลาสติก

พาเช็กจุดเติมน้ำฟรี รอบกทม. ผ่าน Refill BKK ประหยัดค่าน้ำ - ช่วยลดขยะพลาสติก

ตอนนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญอุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น และอีกปัจจัยที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์ความร้อนในหลายภูมิภาคก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มาจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

clock2 วันที่แล้ว
ใครจะคิดว่าสาหร่ายในคลอง_อาจกลายเป็นแหล่งน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งอนาคต
ต่างประเทศความยั่งยืน

ใครจะคิดว่าสาหร่ายในคลอง อาจกลายเป็นแหล่งน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งอนาคต

clock7 วันที่แล้ว
มือถือพังไม่ต้องทิ้ง_ซ่อมเองได้เลย_รู้จัก_Fairphone_มือถือที่ต้องการหยุดวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์
ต่างประเทศความยั่งยืน

มือถือพังไม่ต้องทิ้ง ซ่อมเองได้เลย! รู้จัก "Fairphone" มือถือที่ต้องการหยุดวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์

clock11 วันที่แล้ว