
ความยั่งยืน
สมรภูมิโซลาร์เซลล์สะเทือน เมื่อจีนจ่อคุมเทคโนโลยีผลิตโซลาร์เซลล์ สกัดคู่แข่งเข้าถึงวิธีผลิตขั้นสูง
29 ตุลาคม 2569
จีนกำลังเดินเกมใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หลังเสนอร่างแก้ไขบัญชีเทคโนโลยีที่ห้ามหรือจำกัดการส่งออก ครอบคลุมเทคโนโลยีหลายด้าน โดยให้เหตุผลว่าเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ทั้ง AI ชีวการแพทย์ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือหนึ่งในนั้นมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโซลาร์เซลล์ถึง 12 รายการรวมอยู่ด้วย
ซึ่งสิ่งที่จีนเสนอควบคุมไม่ใช่การห้ามส่งออกแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง แต่เป็นเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การผลิตโพลีซิลิคอน การทำแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ ไปจนถึงการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง นั่นแปลว่าบริษัทหรือประเทศที่ต้องการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ออกจากจีนไปใช้ อาจต้องขออนุญาตจากทางการจีนก่อน
ทำไมจีนถึงมองว่าโซลาร์เซลล์เกี่ยวกับความมั่นคง
หากมองในแง่ความมั่นคง มาตรการนี้อาจเป็นความพยายามของจีนในการควบคุมเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเทคโนโลยีบางประเภท ไม่ได้ใช้เฉพาะในการผลิตโซลาร์เซลล์ แต่ยังอาจนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศและการทหารได้ด้วย
การควบคุมการส่งออกจึงเป็นอีกแนวทางในการป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีสำคัญถูกนำไปใช้ในลักษณะที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของจีน
ทว่า เมื่อหันมามองบทบาทของจีนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด มาตรการนี้ยังเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย เพราะจีนเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลก และยังมีบทบาทสำคัญในหลายขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า จีนครองกำลังการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์มากกว่า 85% ของโลก โดยเฉพาะซิลิคอนเวเฟอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ จีนก็มีกำลังการผลิตสูงถึง 95% ของโลก นอกจากนี้ จีนยังมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนราว 80% และวัสดุแอโนดประมาณ 97% ของโลกอีกด้วย
ความได้เปรียบนี้เอง ทำให้หลายประเทศยังต้องพึ่งพาจีนในการจัดหาอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญสำหรับพลังงานสะอาด แน่นอนว่าหากจีนจำกัดการส่งออกหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็อาจทำให้ประเทศอื่นขยายกำลังการผลิตได้ยากขึ้น แถมยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น
หลายประเทศพยายาม “ลดการพึ่งพาจีน” แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด
หลายประเทศพยายามสร้างฐานการผลิตและหาแหล่งนำเข้าใหม่เพื่อลดการพึ่งพาจีน แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องใช้ทั้งเงินลงทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ซึ่งต้องใช้เวลา
อย่างอินเดีย ที่ผลักดันการผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ในประเทศ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2028 โครงการบางประเภทจะต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในอินเดีย แต่กำลังการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ และบ่สชิ้นส่วนยังไม่เพียงพอ จึงต้องนำเข้าจากจีน รวมถึงพึ่งพาเครื่องมือและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตจีนเพื่อขยายกำลังการผลิต
ฝั่งสหรัฐฯ เองก็ไม่ต่างกัน เพราะแม้ที่ผ่านมาจะใช้กำแพงภาษีและมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ แต่สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากจีนอยู่ดี อย่างเคส Tesla ที่ตั้งเป้าผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ 100 กิกะวัตต์ในสหรัฐฯ ภายในปี 2028 แต่ดันมีรายงานว่ากำลังเจรจาซื้อเครื่องจักรจากซัพพลายเออร์จีน มูลค่ากว่า 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เห็นได้ชัดเลยว่าถ้าควบคุมการส่งออกครั้งนี้ อาจกระทบทั้งความมั่นคงและความสามารถของประเทศอื่นในการสร้างอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์เพื่อแข่งขันกับจีน
จีนกำลังวางเกมอะไรกันแน่?
หากมองย้อนกลับไป การเคลื่อนไหวครั้งนี้คล้ายกับช่วงปีที่แล้ว ที่จีนควบคุมการส่งออกแร่หายาก แกลเลียม เจอร์เมเนียม และแกรไฟต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนที่จีนจะระงับมาตรการควบคุมเพิ่มเติมบางส่วนภายใต้ข้อตกลงทางการค้า
ซึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าในครั้งนี้ จีนกำลังใช้ความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่ประเทศอื่นทดแทนได้ยาก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกหรือไม่ เพราะหากมีผลบังคับใช้ ก็อาจทำให้ประเทศอื่นมีต้นทุนสูงขึ้นและพัฒนาอุตสาหกรรมได้ช้าลง
และผลกระทบอาจลามไปถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก เพราะหากการสร้างโรงงานและเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์เซลล์ทำได้ยากขึ้น ประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาจีนก็อาจพัฒนาอุตสาหกรรมได้ช้าลง ส่งผลต่อต้นทุนและความเร็วในการขยายพลังงานสะอาดทั่วโลก
“โจทย์ใหญ่ของโลก” = จะลดการพึ่งพาจีนยังไงโดยไม่ขวางทางพลังงานสะอาด
จริงๆแล้วทางออกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการตัดขาดจากจีนทันที เพราะจีนมีทั้งกำลังการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญที่ประเทศอื่นต้องใช้เวลาพัฒนาเพื่อทดแทน
แต่ควรลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียว ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและฐานการผลิตในประเทศ การกระจายแหล่งนำเข้า และความร่วมมือกับผู้ผลิตหลายประเทศ ควบคู่กับการกำหนดกติกาการค้าและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจวางแผนลงทุนได้และไม่ให้ข้อจำกัดทางการค้ากระทบการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในระยะยาว
ฝั่งจีนเองก็ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบเช่นกัน เพราะหากจำกัดการส่งออกมากเกินไป ผู้ผลิตเครื่องมือและเทคโนโลยีของจีนก็อาจเสียโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ และกระตุ้นให้ประเทศอื่นเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาจีนไปในตัวด้วย
ซึ่งข้อเสนอของจีนยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 15 พ.ย. 2026 นี้ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามาตรการจะมีผลบังคับใช้ในรูปแบบไหน เพราะรายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้
สิ่งที่ต้องจับตาคือ หากจีนจำกัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ประเทศอื่นจะพัฒนาอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของตนเองได้มากเพียงใด เพราะการแข่งขันครั้งนี้เกี่ยวข้องทั้งกับความเป็นผู้นำของจีน ความพยายามลดการพึ่งพาของประเทศอื่น และต้นทุนกับความเร็วในการขยายพลังงานสะอาดทั่วโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์เส้นทางสู่ Net Zero 2050 ของไทยเมื่อปัญหาขยะอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้
ปัจจุบันไทยตั้งเป้าปล่อยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยการปรับกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิเคราะห์เส้นทางสู่ Net Zero 2050 ของไทยเมื่อปัญหาขยะอุตสาหกรรมยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้

พาเช็กจุดเติมน้ำฟรี รอบกทม. ผ่าน Refill BKK ประหยัดค่าน้ำ - ช่วยลดขยะพลาสติก
