
สังคม
GISTDA จับมือ 4 กระทรวง ใช้ AI–ดาวเทียม คาดการณ์ข้าวก่อนเก็บเกี่ยว เตรียมตลาดให้ทันผลผลิต
2 ตุลาคม 2569
ข้าว เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สำคัญทั้งต่อรายได้เกษตรกร การค้า และการส่งออกของไทย โดยในปี 68 ไทยส่งออกข้าวได้ 7.9 ล้านตัน มูลค่ากว่า 148,204 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 0.8% เมื่อเทียบกับ GDP ไทยในปีเดียวกัน
แม้การส่งออกข้าวจะสูงกว่าเป้าหมายที่ 7.5 ล้านตัน แต่ภาคอุตสาหกรรมข้าวยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากต่างประเทศ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบต่อการค้า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาการผลิตข้าวที่มีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาดในประเทศ
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อทั้งปริมาณผลผลิตและราคาข้าว จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ว่ารัฐบาลจะออกมารับมือกับปัญหานี้อย่างไรเมื่อข้าวเป็นส่วนสำคัญของของเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อตลาดโลกและสภาพอากาศกำหนดอนาคตของข้าวไทย?
ปัจจุบันไทยเป็น ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและเวียดนาม โดยทั้งอินเดียและเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านการผลิต ทั้งจาก ต้นทุนที่ต่ำกว่าและผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการน้ำและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคการเกษตร ทำให้สองประเทศนี้มีข้อได้เปรียบด้านราคา เพราะสามารถส่งออกข้าวในราคาที่ต่ำกว่าไทย ภาคการเกษตรไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 68 ไทยส่งออกข้าวได้เพียง 5.04 ล้านตัน ซึ่งลดลงกว่า 23.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกก็ลดลงถึง 30.58% เหลือประมาณ 99,061 ล้านบาท
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผลผลิตข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นและกดดันให้ราคาปรับตัวลดลง ประกอบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอการนำเข้า รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทย
เอลนีโญ ภัยธรรมชาติที่อาจทำให้ตลาดข้าวไทยต้องสะเทือน?
อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงจากสภาพอากาศก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจกระทบต่อผลผลิตข้าวของไทย โดยหากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญตามที่มีการคาดการณ์ ความรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของ GDP
แน่นอนว่าข้าวจะเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และอาจทำให้ผลผลิตลดลงถึง 5.4 ล้านตันมูลค่าความเสียหายกว่า 43,046 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านผลผลิตและราคาข้าวของไทยในตลาดโลกอีกด้วย
การเก็บเกี่ยวข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกัน อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคา?
เมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งปริมาณผลผลิต ความต้องการของตลาด และราคาข้าว เพราะชาวนาจำนวนมากจะทยอยนำข้าวออกมาขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดเพิ่มขึ้นและอาจส่งผลต่อราคา
ทำให้ปริมาณข้าวในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยากต่อการบริหารจัดการ Supply ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงเกิดปัญหาการกดราคา เพราะการที่ข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวนามีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางลดลง และอาจต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้
อีกทั้งชาวนาเองก็อาจไม่รู้ล่วงหน้าว่า ควรนำข้าวไปขายที่ไหนจึงจะได้ราคาที่เหมาะสม ผู้รับซื้อรายใดมีความต้องการมากน้อยเพียงใด และควรเลือกช่องทางใดให้เหมาะกับผลผลิตของตนเอง
จากแรงกดดันในตลาดสู่ความร่วมมือของ 4 กระทรวง
เมื่อรัฐบาลเห็นถึงปัญหาและความท้าทายในการผลิตข้าว GISTDA จึงร่วมมือกับ 4 กระทรวง นำข้อมูลและเทคโนโลยีที่แต่ละหน่วยงานมีมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อช่วยวางแผนและบริหารจัดการผลผลิตข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแต่ละกระทรวงมีบทบาทและนำข้อมูลของตนเองมาใช้ ดังนี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ : ดูแลข้อมูลต้นน้ำ เช่น ทะเบียนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก รอบการปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และข้อมูลผลผลิตต่อไร่
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) : ดูแลด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล โดย GISTDA นำภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศมาใช้ติดตามพื้นที่เพาะปลูก ประเมินช่วงเก็บเกี่ยว และคาดการณ์ผลผลิต ร่วมกับเทคโนโลยี AI
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) : สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการเชื่อมโยงและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล โดยมีสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เข้ามาสนับสนุน
กระทรวงพาณิชย์ : ดูแลด้านตลาดและปลายน้ำ โดยนำข้อมูลผลผลิตมาเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาด ทั้งด้านราคา การบริโภค และการค้าข้าว เพื่อประเมินสถานการณ์และนำไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา
เมื่อ AI เข้ามาช่วยมอง Supply–Demand ล่วงหน้า
นอกจากนี้ ความร่วมมือนี้ยังนำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชัน “ใกล้เก็บเกี่ยว” ที่นำข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่เพาะปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ปริมาณผลผลิต ราคา และความต้องการของตลาด
โดยระบบนำข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตจากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA มารวมกับข้อมูลทะเบียนข้าว ข้อมูลราคารับซื้อข้าวเปลือกหน้าโรงสี พฤติกรรมผู้บริโภค และข้อมูลการค้าข้าวในตลาดโลก
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับ AI ระบบจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคาดการณ์ว่าข้าวจะออกสู่ตลาดเมื่อไร หรือมีปริมาณเท่าใด แต่ยังสามารถวิเคราะห์ความต้องการของตลาดและ ชี้เป้าตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตฝั่ง Supply เข้ากับความต้องการฝั่ง Demand ว่าผลผลิตที่กำลังจะออกมาควรเชื่อมโยงไปยังตลาดใด ช่วยให้ภาครัฐสามารถมองเห็นแนวโน้มผลผลิตและความต้องการของตลาดล่วงหน้า และวางแผนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น สู่การรู้ก่อนและบริหารก่อน
สิ่งสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้คือการนำข้อมูลที่เคยแยกกันอยู่ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต ช่วงเก็บเกี่ยว ราคา ไปจนถึงความต้องการของตลาด มาทำให้มองเป็นภาพเดียวกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลไปวางแผนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เด็กไทยสุดเจ๋ง! สร้างแพลตฟอร์มรายงานน้ำท่วมในฉะเชิงเทรา แบบเรียลไทม์ โดยใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมง
สถานการณ์น้ำท่วมในฉะเชิงเทราในช่วงวันที่ 30 ก.ย.–1 ต.ค. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หลายพื้นที่มีน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนจนประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและจิตอาสายังก็ต้องเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในจุดเสี่ยง

เด็กไทยสุดเจ๋ง! สร้างแพลตฟอร์มรายงานน้ำท่วมในฉะเชิงเทรา แบบเรียลไทม์ โดยใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมง

