
การแพทย์
มั่นใจได้! ยาไทยยังพอ สธ. ดันใช้ Telemedicine ช่วยเข้าถึงยาที่จำเป็นโดยไม่ต้องเดินทาง
26 มีนาคม 2569
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อพลังงานการและการจัดส่งยา เพราะหลายเส้นทางมีความเสี่ยง บริษัทหลายแห่งจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางจัดส่งและปรับระบบโลจิสติกส์ ทำให้เวลา และต้นทุนในการนำเข้า - ส่งออกยาสูงขึ้น
กันชนสาธารณสุขไทย กับการป้องกันวิกฤตยาขาดแคลน
เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการรักษาจะไม่ติดขัด กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรองยาสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังและกลุ่มเสี่ยงไว้แล้ว 3-4 เดือน โดยกองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามและประสานงานทั้งกับบริษัทผู้ผลิตและนำเข้ายา และโรงพยาบาล 904 แห่งทั่วประเทศ ที่ใช้ระบบบริหารเวชภัณฑ์ออนไลน์ ทำให้รวบรวมและตรวจสอบจำนวนยาที่มีอยู่ในสต็อก ในทุกจังหวัดและทุกเขตสุขภาพ ได้อย่างแม่นยำ
โดยจะใช้แนวคิด One Province One Hospital” หรือ “ 1 เขต 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล” มาเป็นกลไกบริหารจัดการยา ควบคู่กับการพัฒนา Dashboard กลางติดตามสต๊อกยาแบบเรียลไทม์ เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งจังหวัดในหน้าจอเดียว รู้ทันทีว่าใครขาดใครเหลือ และสามารถโยกยาภายในจังหวัดได้ทันที ลดการขาดแคลน ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาต่อเนื่อง
พร้อมเฝ้าระวังยาที่เสี่ยงขาดแคลน ทั้งเรื่องการผลิตและการนำเข้า โดยเน้น ยาจำเป็น โดยเฉพาะยาผู้ป่วยเรื้อรังและยาจิตเวช ขณะที่โรงพยาบาลก็ต้องจัดสรรและควบคุมการใช้ยา เช่น จ่ายยาเท่าที่จำเป็น หรือกระจายยาไปยังพื้นที่ที่ขาด เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยขาดยารักษา
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตอนนี้ จะกระทบคนไข้ไหม?
มีการส่งเสริมให้โรงพยาบาลเพิ่มการใช้ Telemedicine หรือระบบแพทย์ทางไกล ให้กลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD) สามารถพบแพทย์และติดตามอาการ ได้จากที่บ้าน พร้อมมีบริการ Health Rider ส่งยาถึงบ้าน เพื่อช่วยลดภาระผลกระทบจากต้นทุนค่าน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่ให้ไปตกกับคนไข้มากเกินไป และยังรักษาได้ต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครั้งแรกใน รพ.นพรัตนราชธานี! ผ่าตัดมดลูกด้วยหุ่นยนต์สำเร็จ
เมื่อก่อนการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มักมีเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ ค่าใช้จ่ายสูง คนทั่วไปจึงเข้าถึงการรักษาได้ยาก กระทรวงสาธารณสุขจึงผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้น

