
เศรษฐกิจจีนกำลังเริ่มส่งสัญญาณ “น่าเป็นห่วง” มากกว่าที่หลายคนเคยคิด แม้ภาพภายนอกยังดูแข็งแรงจากตัวเลขการส่งออกและการแข่งขันด้าน AI ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
แต่เมื่อชำแหละเศรษฐกิจภายในประเทศ กลับพบว่าทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจกำลังเข้าสู่โหมด
“ระวังตัว” กันมากขึ้นเรื่อยๆ
🔴 อันที่จริง “กำลังซื้อหดลง” ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แล้ว?
โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า แม้การส่งออกของจีนจะเติบโตได้ดี แต่กำลังซื้อในประเทศเริ่มหดตัวอย่างน่ากังวล รวมถึงยอดค้าปลีกเดือนเมษายนเติบโตเพียง 0.2% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19
นั่นหมายความว่า ประชาชนจำนวนมากกำลังเลือก “เก็บเงินมากกว่าใช้เงิน” เพราะหลายคนเริ่มไม่มั่นใจกับอนาคต ทั้งเรื่องรายได้ การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
สะท้อนว่าแม้จีนจะยังมีสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับยังไม่กล้าขยายกิจการหรือเดินหน้าลงทุนเพิ่ม
🇨🇳 “วิกฤติความเชื่อมั่น” ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในเศรษฐกิจจีน
ที่ผ่านมา จีนเคยเติบโตจากการลงทุนมหาศาล ทั้งการผลิตขนาดใหญ่ และกำลังซื้อของชนชั้นกลางที่ขยายตัวรวดเร็ว แต่วันนี้เมื่อหลายๆ ธุรกิจเริ่มชะลอลงพร้อมกัน ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตต่ำสุดในรอบหลายปี รวมถึงปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในระดับสูง
🔴 หรือเพราะ AI กำลังมาแทนที่?
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกพูดถึงมาก คือผลกระทบจากเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ ที่เริ่มเข้ามาแทนแรงงานในบางอุตสาหกรรม จนทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลว่า “งานในอนาคต” อาจไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป
เมื่อคนเริ่มไม่มั่นใจในอนาคต สิ่งที่มักเกิดขึ้น คือประชาชนก็จะ “ใช้จ่ายน้อยลง” และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ แม้อีกด้านหนึ่ง จีนยังมีจุดแข็งอย่าง ภาคส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI ที่ยังขายได้ดีทั่วโลก
แต่ถ้าหากเศรษฐกิจในประเทศเริ่มซบเซา จีนจะพึ่งพารายได้จากการส่งออกเพียงอย่างเดียวได้นานแค่ไหน เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรง คงไม่ได้วัดกันแค่ว่าขายสินค้าให้ต่างประเทศได้มากแค่ไหน แต่ต้องรวมถึงความมั่นใจของคนในประเทศด้วย
ถ้าประชาชนไม่กล้าใช้เงิน ธุรกิจไม่กล้าลงทุน และคนรุ่นใหม่เริ่มกังวลกับอนาคต ต่อให้เทคโนโลยีเติบโต ก็อาจยังไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจทั้งประเทศกลับมาคึกคักได้เหมือนเดิม
สถานการณ์ของจีนในวันนี้ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือยอดส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี “ความเชื่อมั่นของคนในประเทศ” ควบคู่กันไปด้วย


