
เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยตอนนี้ คือกรณีการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวไทยในประเทศจอร์เจีย ซึ่งได้สร้างความสะเทือนใจและข้อสงสัยให้กับคนไทยจำนวนมาก
ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ ช่วยปกป้องนักท่องเที่ยวได้แค่ไหน
เมื่อสิ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคนิค แต่เป็นข้อจำกัดทางกฎหมาย
⚫️ เมืองสวย ปลอดภัย แต่ทำไมตามตัวคนหายถึงยาก
จอร์เจียเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรราว 3.7 ล้านคน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก ถ้าดูจากสถิติของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (U.S. Department of State) จอร์เจียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (Level 1) ซึ่งมีอัตราอาชญากรรมทั่วไปต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรป และการทำงานของตำรวจลาดตระเวน ก็ได้รับการยอมรับเรื่องความโปร่งใสหลังผ่านการปฏิรูปมาแล้ว
แม้แต่ในกรุงทบิลิซี เมืองหลวงที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ก็มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามสี่แยกและสถานที่สำคัญอยู่แล้ว ฟังดูแล้วน่าจะช่วยตามรอยคนหายได้ไม่ยาก
แต่ปัญหาคือ จอร์เจียมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Service (PDPS) ที่เข้มงวดมาก การจะขอเข้าถึงหรือขอภาพจากกล้องวงจรปิดของเอกชน โรงแรม หรือสถานประกอบการต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็ขอดูได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการขออนุมัติจากทางการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถเปิดเผยให้บุคคลภายนอกหรือแม้แต่ญาติของผู้สูญหายได้โดยง่าย ต่างจากบางประเทศที่กระบวนการเหล่านี้อาจผ่อนปรนกว่า
นั่นหมายความว่า ต่อให้กล้องจะบันทึกภาพไว้ครบถ้วนแค่ไหน การนำภาพเหล่านั้นมาใช้ตามหาคนหายก็ยังต้องพึ่งพากลไกการสืบสวนของหน่วยงานรัฐเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลา และนี่คือจุดที่ทำให้ครอบครัวของผู้สูญหายรู้สึกอึดอัดใจที่สุด เพราะในสถานการณ์ที่ทุกนาทีมีค่า กระบวนการทางกฎหมายกลับต้องเดินไปทีละขั้นตอน
⚫️ เมื่อกฎหมายที่ปกป้องเรา กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องรอ
ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือสิ่งที่ปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของทุกคน ลองนึกภาพว่าถ้าใครก็ตามสามารถขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบใดๆ ความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
หลายประเทศในยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเลือกวางกรอบกฎหมายให้เข้มงวด แม้จะรู้ดีว่าในบางสถานการณ์ ความเข้มงวดนี้อาจทำให้กระบวนการช่วยเหลือคนหายล่าช้าลงก็ตาม เพราะสำหรับพวกเขา การรักษาสมดุลระหว่าง "ความปลอดภัยส่วนรวม" กับ "สิทธิความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคล" คือหลักการที่สำคัญไม่แพ้กัน
ในขณะที่บางประเทศอาจเลือกใช้แนวทางที่ผ่อนปรนกว่า ให้เจ้าหน้าที่หรือแม้แต่ญาติเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งก็มีข้อดีในแง่ความรวดเร็ว แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงเรื่องการสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลที่มากขึ้นเช่นกัน
จึงไม่มีคำตอบตายตัวว่าแนวทางไหนดีกว่ากัน เพราะแต่ละประเทศต่างเลือกจุดสมดุลของตัวเองตามค่านิยมและบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน
⚫️ ไขข้อสงสัย "มาตรา 115" ที่สร้างความสับสน
อีกประเด็นที่หลายคนกังวลคือ มีรายงานจากสื่อท้องถิ่นจอร์เจียอย่าง Georgia Today ว่ากระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียเปิดการสอบสวนคดีนี้ภายใต้มาตรา 115 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานยุยงหรือส่งเสริมให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย ทำให้หลายคนตีความไปในทางที่น่าตกใจ
แต่ในทางปฏิบัติจริง มาตรา 115 ถูกใช้เป็นเพียงฐานการตั้งเรื่องสอบสวนมาตรฐานสำหรับคดีที่มีผู้เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด หรือเสียชีวิตตามลำพังในสถานที่ปิดอย่างห้องพักโรงแรม เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการชันสูตร รวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การชี้ชัดสาเหตุการเสียชีวิตตั้งแต่ต้น จนถึงขณะนี้สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
⚫️ แนวทางป้องกันความเสี่ยง
เมื่อเทคโนโลยีของรัฐหรือเอกชนในประเทศปลายทางมีข้อจำกัดด้านกฎหมายที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่นักท่องเที่ยวทำได้ดีที่สุดคือการเตรียมพร้อมด้วยเครื่องมือที่อยู่ในมือของตัวเอง เช่น
แชร์โลเคชันแบบเรียลไทม์ ให้คนใกล้ตัวรับรู้ตลอดเวลา ผ่านฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วในมือถือ หรือแอปติดตามตำแหน่งต่างๆ
ลงทะเบียนแจ้งการเดินทางกับสถานทูตไทย ก่อนออกเดินทางไกล โดยเฉพาะการไปประเทศที่ไม่คุ้นเคย เพื่อให้หน่วยงานรัฐมีข้อมูลไว้ประสานงานได้ทันทีหากเกิดเหตุ
ทำประกันการเดินทาง ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและระบบติดตามตัว ไม่ใช่แค่ประกันอุบัติเหตุทั่วไป
ใช้ฟีเจอร์ฉุกเฉินในมือถือ เช่น ระบบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านดาวเทียมที่มือถือรุ่นใหม่หลายรุ่นเริ่มมีมาให้
และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องเดินทางคนเดียว พักผ่อนในสถานที่ปิด หรือเข้าพื้นที่ธรรมชาติที่ห่างไกลจากกล้องวงจรปิดและสัญญาณโทรศัพท์
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยียังมีข้อจำกัดตามกรอบกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้กระบวนการช่วยเหลือในยามฉุกเฉินล่าช้ากว่าที่ควร การเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้า เช่น แจ้งแผนการเดินทางกับคนใกล้ตัวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การประสานงานเป็นไปได้รวดเร็วขึ้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องเบื้องหลัง 68 ปี MEA โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองอัจฉริยะจากระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า สู่ Digital & Energy Infrastructure
ชีวิตคนเมืองในวันนี้แทบจะเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การเดินทาง การทำงาน ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังความสะดวกเหล่านี้ ต้องมีระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงคอยทำงานอยู่ตลอดเวลา

ส่องเบื้องหลัง 68 ปี MEA โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองอัจฉริยะจากระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า สู่ Digital & Energy Infrastructure

ทำไมไทยต้องเร่งวางแผนรับมือ "Y2Q" เมื่อความเก่งของ Quantum Computing อาจกลายเป็นมหันตภัยในอนาคต
