
จีนเดินหน้าขยายบทบาทของ AI จากเทคโนโลยีที่ใช้ในงานเฉพาะด้าน ไปสู่เครื่องมือที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
โดยล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐอีก 8 แห่ง ประกาศแนวทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในภาคการค้า รวม 18 มาตรการ ครอบคลุมทั้งการบริโภคสินค้า บริการ ระบบกระจายสินค้า และการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่
ที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้วาง AI ไว้เพียงในฐานะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สร้างรายได้จากการขายชิป ซอฟต์แวร์ หรือหุ่นยนต์ แต่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การผลิตสินค้าตามความต้องการเฉพาะบุคคล การดูแลผู้สูงอายุ ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าและบริหารคลังสินค้า
แนวทางนี้สะท้อนความพยายามของจีนในการนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ในช่วงที่การบริโภคยังเป็นโจทย์สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
ขยายบทบาท AI จากเทคโนโลยีสู่ภาคการค้า
มาตรการทั้ง 18 ข้อ ครอบคลุมการนำ AI มาใช้ในธุรกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้า การยกระดับบริการ การเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า และการสร้างรูปแบบการค้าใหม่ๆ เพื่อให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจ
ด้านการผลิตและการออกแบบ จีนต้องการนำ AI มาใช้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาสินค้า ไปจนถึงการผลิตและการตลาด ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตแบบยืดหยุ่น (Flexible Manufacturing) ที่สามารถปรับปริมาณและรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการผลิตสินค้าตามความต้องการเฉพาะบุคคล และการเชื่อมโยงผู้บริโภคกับผู้ผลิตโดยตรง
ห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์อัจฉริยะ มุ่งนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ตั้งแต่การใช้คลังสินค้าอัจฉริยะและระบบขนส่งไร้คนขับ ไปจนถึงการใช้ AI Agent ช่วยจัดการงานจัดซื้อและวางแผนการขนส่ง ควบคู่กับการพัฒนาประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านโลกเสมือน เพื่อขยายช่องทางการค้าและสร้างรูปแบบการซื้อขายใหม่ๆ
ภาคบริการและชีวิตประจำวัน (Smart Services) ส่งเสริมการนำ AI มาใช้ในบริการด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาธุรกิจอาหารและร้านอาหาร รวมถึงทดลองประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อยกระดับการให้บริการและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค
เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ AI ในตลาด แต่ต้องการให้เทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงานของธุรกิจหลายประเภทเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โรงงาน ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงผู้บริโภค
ส่องตัวเลขเศรษฐกิจจีน กับเหตุผลที่ต้องเร่งนำ AI มาใช้ในตลาดภายในประเทศ
เหตุผลที่มาตรการชุดนี้มีความสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการ AI ที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนเท่านั้น แต่อยู่ที่สถานการณ์การบริโภคของจีน ซึ่งยังเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ
ข้อมูลทางการระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค. –ก.ย. 69 ยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนอยู่ที่ 37 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดค้าปลีกภาคบริการเติบโต 5% ส่วนยอดค้าปลีกสินค้าเติบโต 1%
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายด้านบริการเติบโตเร็วกว่าการซื้อสินค้า จีนจึงมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบริการให้หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่การท่องเที่ยวและความบันเทิง ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ
ขณะที่ยอดค้าปลีกสินค้าเติบโตเพียง 1% การเพิ่มสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น จีนจึงมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจเดิม
จาก 17 สู่ 18 มาตรการ จีนขยายการใช้ AI จากผู้บริโภคสู่ระบบการค้าทั้งห่วงโซ่
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมิ.ย. 69 จีนได้ออกแนวทาง 17 มาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้ AI ในภาคการบริโภค ส่วนมาตรการชุดใหม่ 18 ข้อ มีการขยายขอบเขตไปสู่ภาคการผลิตและระบบการค้า เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจ และความต้องการของผู้บริโภคเข้าด้วยกันมากขึ้น
ในทางเศรษฐกิจ AI มีศักยภาพในการช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และทำให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
ทว่า ประโยชน์เหล่านี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าการบริโภคจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะถ้าผู้บริโภคยังจำกัดการใช้จ่าย หรือสินค้าและบริการใหม่มีราคาสูงเกินกำลังซื้อ การนำ AI มาใช้ก็อาจช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้มากนัก
อีกประเด็นคือการเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึง AI ได้มากขึ้น เพราะผู้ประกอบการแต่ละรายมีเงินทุน ข้อมูล และบุคลากรที่พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน หากการนำ AI มาใช้กระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็อาจกระจายไปไม่ทั่วถึง การสนับสนุนให้ธุรกิจหลากหลายขนาดสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญของการขยายผลในระยะยาว
สิ่งที่ต้องติดตามคือ มาตรการทั้ง 18 ข้อนี้จะช่วยให้ธุรกิจนำ AI ไปใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะท้ายที่สุด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและตลาดจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า จีนสามารถเปลี่ยนความก้าวหน้าด้าน AI ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


