
ในปัจจุบันเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งทำให้เกาหลีใต้ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายจารกรรมให้ครอบคลุมกว้างขึ้นกว่าเดิม เพื่อสกัดกั้นการรั่วไหลของเทคโนโลยีชิปไปสู่คู่แข่งต่างชาติ
⚫️ จากกฎหมายจารกรรมแบบเดิม สู่การคุ้มครองความมั่นคงทางเทคโนโลยี
ที่ผ่านมา กฎหมายจารกรรมของเกาหลีใต้ครอบคลุมเฉพาะการสอดแนมเพื่อประโยชน์ของเกาหลีเหนือเท่านั้น ทำให้หลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของเทคโนโลยีไปยังต่างประเทศดำเนินคดีได้ยาก
กฎหมายจารกรรมฉบับแก้ไขของเกาหลีใต้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการส่งต่อเทคโนโลยีสำคัญแก่ประเทศต่างชาติหรือองค์กรที่เทียบเท่าได้ทั้งหมด โดยผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้มองการขโมยความลับด้านเซมิคอนดักเตอร์เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพียงคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอีกต่อไป
⚫️ จีนไม่ได้ถูกระบุชื่อ แต่เป็นแรงกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้กฎหมายจะไม่ได้เอ่ยถึงจีนโดยตรง แต่ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ระบุว่า 50% ของคดีรั่วไหลเทคโนโลยีไปยังต่างประเทศในปี 2568 มีความเชื่อมโยงกับจีน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตชิปจีนอย่าง ChangXin Memory Technologies (CXMT) และ Yangtze Memory Technologies (YMTC) สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำได้อย่างรวดเร็ว จนสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตเกาหลีใต้โดยตรง
ความต้องการชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่เติบโตจากกระแส AI ทำให้เซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ รัฐบาลจึงประกาศแผนพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทางตอนใต้ของประเทศ มูลค่ากว่า 880,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมกำลังการผลิต ระบบนิเวศของผู้ผลิต และการวิจัยเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดโลกในระยะยาว
รัฐมนตรีอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ยังยอมรับว่า “ความเร็วของจีนเหนือจินตนาการ” และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งยกระดับมาตรการปกป้องเทคโนโลยี
⚫️ การดึงตัวผู้เชี่ยวชาญด้วยค่าตอบแทนสูง
ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากสถาบัน Korea Advanced Institute of Science & Technology ระบุว่า บริษัทจีนมักจัดทำรายชื่อวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีใต้ไว้ล่วงหน้า และยื่นข้อเสนอเงินเดือนกับสวัสดิการที่สูงเพื่อดึงตัวบุคลากร
ความกังวลดังกล่าวยังทำให้ธุรกิจนักสืบเอกชนเติบโต โดยผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากว่าจ้างให้ตรวจสอบอดีตพนักงานที่ลาออกอย่างกะทันหัน เนื่องจากบางรายอ้างว่าเปลี่ยนอาชีพ แต่กลับพบว่ากำลังศึกษาดูแบบแปลนเครื่องมือการผลิตชิป
⚫️ คดี Samsung สะท้อนความเสี่ยงของการรั่วไหลเทคโนโลยี
หนึ่งในคดีสำคัญที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี คือการตั้งข้อหาอดีตพนักงาน Samsung Electronics จำนวน 10 คน ฐานนำกระบวนการผลิต DRAM ระดับ 18 นาโนเมตรไปส่งต่อให้ CXMT
อัยการประเมินว่าการรั่วไหลดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อ Samsung สูงถึง 5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าผู้ต้องหาใช้วิธีหลีกเลี่ยงการตรวจสอบผ่านการย้ายสถานที่ทำงานและเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางระหว่างประเทศ
กรณีนี้สะท้อนว่าความได้เปรียบในการแข่งขันของอุตสาหกรรมชิปไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงองค์ความรู้ กระบวนการผลิต และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้วย
⚫️ ช่องโหว่ที่ยังบังคับใช้ได้ยาก
แม้กฎหมายใหม่จะเพิ่มอำนาจในการดำเนินคดี แต่นักวิชาการด้านความมั่นคงเตือนว่า การพิสูจน์ว่าการรั่วไหลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรัฐต่างชาติยังคงเป็นเรื่องยาก และอาจกลายเป็น "ช่องโหว่สำคัญ" ในการบังคับใช้กฎหมายต่อไป
การแก้ไขกฎหมายจารกรรมของเกาหลีใต้ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมรภูมิด้านความมั่นคงระดับชาติที่ทุกฝ่ายต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับจีนซึ่งกำลังไล่ตามมาติดๆ ในอุตสาหกรรมชิปโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

INET ตอกย้ำจุดยืน “Sovereign Cloud & Data Center” โปร่งใส ถูกกฎหมาย พร้อมหนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย
INET ผู้ให้บริการ Cloud และ Digital Platform สัญชาติไทย เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายไทย และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางดิจิทัลและมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

INET ตอกย้ำจุดยืน “Sovereign Cloud & Data Center” โปร่งใส ถูกกฎหมาย พร้อมหนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย

สงครามชิป AI ร้อนระอุ! วิกฤตชิป HBM ขาดตลาด ผู้ผลิตจีนแห่ขึ้นราคาสูงสุด 50%
